สรุปข่าว
- ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาลงนามในร่างกฎหมายไฟเขียวให้ธนาคารพาณิชย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนทั่วทั้งรัฐ สามารถเปิดบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างเป็นทางการ โดยมีผลบังคับใช้ 1 สิงหาคมนี้
- กฎหมายกำหนดให้แยกสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ออกจากทรัพย์สินของธนาคารอย่างเด็ดขาด ทั้งในทางกฎหมายและการดำเนินงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองผู้บริโภคท้องถิ่น
- เดินหน้ามาตรการสองด้านควบคู่กัน โดยก่อนหน้านี้มีการสั่งแบนตู้คริปโตเอทีเอ็มทุกประเภททั่วรัฐ เพื่อสกัดกั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลุยดันประชาชนให้ใช้บริการผ่านสถาบันการเงินที่ปลอดภัยแทน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish
การอนุญาตให้ธนาคารดั้งเดิม รวมถึงสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง U.S. Bancorp สามารถรับฝากคริปโตได้ คือการเปิดประตูบานใหญ่ให้เม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและกลุ่มผู้มั่งคั่งดั้งเดิมไหลเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเก็บรักษาเหรียญจะหมดไปเมื่อระบบถูกดูแลโดยธนาคารที่มีกฎหมายรองรับ
สถาบันการเงินและสหกรณ์เครดิตยูเนียนที่มีฐานการดำเนินงานในรัฐมินนิโซตา ได้รับการอนุมัติให้สามารถบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะผู้รับฝากที่ไม่ใช่ทรัสตีได้อย่างเป็นทางการ
กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป หลังจากที่ผู้ว่าการรัฐ Tim Walz ลงนามในร่างกฎหมาย House File (HF) 3709 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินท้องถิ่นพัฒนาบริการให้ก้าวทันความต้องการของลูกค้า แทนที่จะปล่อยให้ชาวเมืองมินนิโซตา ต้องไปพึ่งพาผู้ให้บริการนอกรัฐ หรือบริษัทต่างแดนที่ไม่มีการกำกับดูแล
หลักเกณฑ์การกำกับดูแล และขอบเขตสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบ
กฎหมายฉบับใหม่เปิดทางให้ธนาคารและสหกรณ์เครดิตยูเนียนสามารถว่าจ้างผู้ให้บริการภายนอก หรือผู้รับฝากช่วง เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในบริการรับฝากสินทรัพย์คริปโตได้
เงื่อนไขสำคัญคือ สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจะต้องถูกแยกออกจากสินทรัพย์ของธนาคารอย่างเด็ดขาดทั้งในทางกฎหมายและการดำเนินงาน ห้ามนำมานับเป็นทรัพย์สินของสถาบันการเงินเด็ดขาด

ที่มา: สภานิติบัญญัติรัฐมินนิโซตา
มาตรการนี้ส่งผลต่อโครงสร้างสถาบันการเงินทั่วทั้งรัฐ ที่มีธนาคารพาณิชย์ราว 240 แห่ง ซึ่งรวมถึง U.S. Bancorp ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 7 ของสหรัฐอเมริกาที่มีสำนักงานใหญ่ในมินนิแอโพลิส และสหกรณ์เครดิตยูเนียนอีกกว่า 82 แห่ง
สั่งแบนตู้คริปโตเอทีเอ็ม เพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์
แม้ว่ารัฐมินนิโซตาจะเปิดรับบริการฝากสินทรัพย์คริปโต ผ่านสถาบันการเงินที่มั่นคง แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ผู้ว่าการรัฐ Tim Walz เพิ่งลงนามในกฎหมายสั่งแบนตู้ตู้จำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัล และตู้เอทีเอ็มคริปโตเคอร์เรนซีทุกประเภททั่วทั้งรัฐ
มาตรการขั้นเด็ดขาดนี้ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อรายงานเหตุการณ์ฉ้อโกงจำนวนมากที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อและถูกล่อลวงให้โอนเงินผ่านตู้คริปโตเหล่านี้
รัฐมินนิโซตาจึงเลือกที่จะสนับสนุนการเข้าถึงคริปโตผ่านช่องทางสถาบันการเงินที่มีระบบตรวจสอบอย่างถูกต้องมากกว่าช่องทางสาธารณะที่มีความเสี่ยงสูง
บริษัทคริปโตแห่ขอใบอนุญาตระดับประเทศ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์
การขยับตัวในระดับรัฐสอดคล้องกับภาพรวมระดับประเทศที่บริษัทคริปโตรายใหญ่พยายามยื่นขอการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง
ล่าสุด Payward บริษัทแม่ของกระดานเทรด Kraken ยื่นขอจัดตั้งบริษัททรัสต์แห่งชาติเพื่อให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะทรัสตีอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่เร่งขออนุมัติ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ก่อนหน้านี้หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติใบอนุญาตในลักษณะเดียวกันให้กับบริษัทแถวหน้าอย่าง Ripple Labs, BitGo, Circle, Fidelity Digital Assets และ Paxos ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาใบอนุญาตให้กับ World Liberty Financial บริษัทคริปโตที่ร่วมก่อตั้งโดยตัวประธานาธิบดีทรัมป์ และบุตรชายของเขาเองด้วยเช่นกัน
ที่มา : cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : รัฐมินนิโซตากำลังเป็นต้นแบบของการจัดระเบียบโลกการเงินยุคใหม่ ซึ่งการสั่งแบนตู้เอทีเอ็มคริปโต ควบคู่ไปกับการเปิดให้ธนาคารรับบริการฝากเหรียญแทน เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการล้างภาพลักษณ์คริปโตที่เชื่อมโยงกับมิจฉาชีพ แล้วดึงมันเข้ามาอยู่ในระบบธนาคารที่โปร่งใสและปลอดภัย

