สรุปข่าว
- ทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou เผยแพร่รายงานระบุว่า Ether และตลาด altcoin มีแนวโน้มจะยังคงตามหลัง Bitcoin ต่อไป
- ปัจจัยที่กดดันได้แก่ กิจกรรมบนเครือข่ายที่อ่อนแอ การเติบโตของ DeFi ที่ซบเซา และการยอมรับในโลกจริงที่จำกัด รวมถึงกองทุน Spot ETH ETF ฟื้นตัวได้เพียงหนึ่งในสามเทียบกับสองในสามของ Bitcoin ETF
- รายงานยังตั้งคำถามว่าการอัปเกรด Ethereum ที่จะมาถึง อย่าง Glamsterdam และ Hegota จะสามารถกระตุ้นกิจกรรมเครือข่ายได้เพียงพอหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
รายงานจากธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan ที่ระบุว่า ETH และ altcoin จะยังคงตามหลัง Bitcoin ส่งสัญญาณเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของ Ethereum ที่ปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ราว $2,108 และยังไม่มีตัวเร่งที่ชัดเจนจากฝั่งเครือข่าย
ทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou กรรมการผู้จัดการ ได้เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า Ether (ETH) และตลาด altcoin ในวงกว้างมีแนวโน้มที่จะยังคงตามหลัง Bitcoin (BTC) ต่อไป ตามรายงานจาก CoinDesk รายงานดังกล่าวระบุว่าแนวโน้มการทำงานที่ด้อยกว่าซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2566 จะไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่จะมีการปรับปรุงที่สำคัญในกิจกรรมเครือข่าย การเติบโตของภาค DeFi และการยอมรับในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่ากองทุน Spot Bitcoin ETF ฟื้นตัวได้ประมาณสองในสามของการไหลออกก่อนหน้า ในขณะที่กองทุน Spot Ethereum ETF ฟื้นตัวได้เพียงหนึ่งในสามในช่วงเวลาเดียวกัน
ปัญหาเชิงโครงสร้างของ Ethereum ที่ JPMorgan มอง
นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ชี้ว่าความอ่อนแอของ altcoin โดยรวมเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งสภาพคล่องที่ลดลง ตลาดที่ตื้นขึ้น การเติบโตที่จำกัดในภาค DeFi รวมถึงการถูกเจาะระบบซ้ำๆ ในอุตสาหกรรมคริปโต สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนสถาบันเลือกสะสม Bitcoin มากกว่า
ในแง่ของ Ethereum โดยตรง รายงานระบุว่าการอัปเกรดในช่วงสามปีที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลให้กิจกรรมบนเครือข่ายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการอัปเกรดส่วนใหญ่มุ่งไปที่การลดต้นทุนบนเครือข่าย Layer 2 ซึ่งกลับทำให้ค่าธรรมเนียมบนเครือข่ายหลักลดลง กลไกการเผาโทเค็นอ่อนแอลง และอุปทานสุทธิของ ETH เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงสนับสนุนราคาลดลงตามไปด้วย
Glamsterdam และ Hegota จะพลิกเกมได้หรือไม่
รายงานของ JPMorgan ยังตั้งคำถามถึงการอัปเกรด Ethereum ที่กำลังจะมาถึงในปี 2569 อย่าง Glamsterdam และ Hegota ว่าจะสามารถกระตุ้นกิจกรรมบนเครือข่ายได้มากพอที่จะชดเชยการลดลงของกลไกการเผาโทเค็นที่ดำเนินอยู่และการเพิ่มขึ้นของอุปทานสุทธิหรือไม่ หากไม่มีการเติบโตของเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มที่ ETH จะยังคงตามหลัง BTC ก็ยังคงอยู่
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า JPMorgan รับ Bitcoin เป็นหลักประกัน ธนาคารที่เคยเรียก BTC ว่าฉ้อโกงกำลังคุมเกมราคา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ตัวธนาคารจะเริ่มเปิดรับ Bitcoin มากขึ้น แต่ทีมนักวิเคราะห์ยังคงมองว่า ETH และ altcoin อื่นๆ ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ไขอีกมาก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่ารายงานของ JPMorgan ครั้งนี้ไม่ได้บอกอะไรใหม่มากนัก เพราะชุมชนคริปโตรู้กันดีอยู่แล้วว่า ETH มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาหลายปี ทั้งเรื่อง narrative ที่ไม่ชัดเจน การแข่งขันจาก Layer 2 และ Solana รวมถึงกลไกการเผาโทเค็นที่อ่อนแอลง สิ่งที่น่าจับตาคือการอัปเกรดครั้งหน้าจะดึงกิจกรรมจริงๆ กลับมาบน Ethereum mainnet ได้หรือไม่ ไม่ใช่แค่เพิ่มประสิทธิภาพให้ Layer 2 แต่ Ethereum หลักยังไม่ค่อยได้ประโยชน์ ถ้าแก้จุดนั้นได้ ภาพก็อาจเปลี่ยน แต่ตอนนี้ยังต้องรอดูอยู่ครับ
ที่มา: CoinDesk
ภาพจาก AI

