bitkub-banner

ผู้เชี่ยวชาญเตือน AI กำลังเร่งภัยควอนตัม ให้เจาะรหัสคริปโตได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • จากเดิมที่คิดว่า “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” จะใช้เวลาอีกนานกว่าจะแฮก Bitcoin หรือ Ethereum ได้ แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า AI กำลังเข้ามาเป็นตัวเร่งสปีดให้วิกฤตนี้มาถึงเร็วขึ้นกว่าเดิมมหาศาล
  • เกิดโมเดลภัยคุกคามแฮกเกอร์สายตุนข้อมูลแบบ “เก็บเกี่ยวตอนนี้ ถอดรหัสทีหลัง” โดยกลุ่มทุนหนาและรัฐบาลบางแห่งเริ่มดักเก็บข้อมูลธุรกรรมที่เข้ารหัสในปัจจุบัน เพื่อรอเอาควอนตัมมาถอดรหัสเคลมกระเป๋าเงินในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
  • โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ทั้ง Ethereum, Solana และ NEAR ไม่อยู่เฉย เริ่มพัฒนาและรวมระบบเข้ารหัสยุคหลังควอนตัมหรือ “Post-quantum” เข้ามาในระบบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามไซเบอร์ยุคใหม่

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

เหล่านักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยออกมาเตือนว่า AI เข้ากำลังเข้ามาติดสปีดให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้นจนเสี่ยงแฮกบล็อกเชนได้เร็วกว่าที่คาดไว้ แฮกเกอร์หันมาเริ่มใช้แผนดักเก็บข้อมูลที่อยู่กระเป๋าหรือ Public Key วันนี้ เพื่อถอดรหัสหากุญแจ Private Key ในวันที่ควอนตัมพร้อมใช้งานจริง สถานการณ์นี้บีบให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Ethereum และ Solana ต้องเร่งรื้อโครงสร้างความปลอดภัย แม้จะต้องแลกมากับความท้าทายเรื่องขนาดไฟล์ที่ใหญ่ซึ่งทำให้ระบบบล็อกเชนทำงานช้าลงก็ตาม

วงการคริปโตเถียงกันมาหลายปีว่า “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” จะแฮกบล็อกเชนอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ได้จริงไหม แต่ล่าสุดเหล่านักวิจัยและนักพัฒนาเริ่มได้ข้อสรุปที่น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันว่า AI กำลังเป็นตัวเร่งชั้นยอดที่ทำให้ระบบควอนตัมพัฒนาแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ไทม์ไลน์ที่ควอนตัมจะแฮกบล็อกเชนขยับมาเร็วมากขึ้นกว่าเดิม จนโลก Web3 ต้องรื้อระบบความปลอดภัยกันใหม่ทั้งหมด

เก็บข้อมูลรอวันแฮก ภัยเงียบที่เริ่มขึ้นแล้ว 

Illia Polosukhin ผู้ร่วมก่อตั้ง NEAR Protocol และอดีตนักวิจัย AI ของ Google เผยว่า ภัยคุกคามนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นแค่ทฤษฎีอีกต่อไป เพราะตอนนี้รัฐบาลและแฮกเกอร์ระดับสูงกำลังใช้วิธีดักเก็บข้อมูลเข้ารหัสทุกอย่างในปัจจุบัน เพื่อรอเอาไปถอดรหัสในอนาคต 

Polosukhin กล่าวว่า “ถ้าผมรู้ว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงจะมาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งที่ผมจะทำตอนนี้คือ ดักจับและเซฟข้อมูลเข้ารหัสทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตตุนเอาไว้ก่อน และถ้าคุณเป็นบุคคลสำคัญหรือมีสินทรัพย์มูลค่าสูง สมมุติได้เลยว่าข้อมูลของคุณกำลังถูกดูดไปเก็บไว้ และมันจะถูกถอดรหัสในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน” 

สำหรับเหตุผลที่วงการคริปโตต้องเริ่มตื่นตัวให้เร็วที่สุดเป็นเพราะบล็อกเชนส่วนใหญ่พึ่งพาการเข้ารหัสแบบ Elliptic Curve Cryptography ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับอินเทอร์เน็ตยุคนี้ หากควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ฉลาดพอ มันจะสามารถคำนวณย้อนกลับจากกุญแจ Public Key หรือเลขกระเป๋าที่ทุกคนใช้โอนเงิน เพื่อหากุญแจ Private Key ของกระเป๋าเงินใครก็ได้ และทำให้แฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์ในกระเป๋าคริปโตไปได้ทั้งหมด

Alex Pruden ซีอีโอของ Project Eleven อธิบายว่า สมรภูมิความปลอดภัยในอนาคตจะเป็นการแข่งกันระหว่างสองฝั่ง โดยเทคโนโลยี AI จะทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน 

ด้านหนึ่งคือ ฝั่งโจมตี แฮกเกอร์จะใช้ AI สแกนหาช่องโหว่และช่วยแก้บั๊กในระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ เพื่อเร่งให้ตัวเครื่องพร้อมใช้งานจริงได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ส่วนฝั่งป้องกัน นักพัฒนาก็ใช้ AI มาช่วยตรวจโค้ดและพิสูจน์ความถูกต้องทางคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างกำแพงป้องกันบล็อกเชนให้แน่นหนากว่าเดิม

ทำให้บล็อกเชนอย่าง Ethereum, Zcash, Solana, Ripple และ NEAR ต้องรีบย้ายระบบไปสู่ยุคหลังควอนตัม (Post-quantum) แม้ในความเป็นจริงจะทำได้ยาก เพราะรหัสป้องกันยุคใหม่มักมีขนาดไฟล์ใหญ่และทำให้ระบบช้าลงอย่างมากก็ตาม 


มุมมองผู้เขียน: วิกฤตควอนตัมประกอบกับ AI ครั้งนี้ อาจทำให้นักลงทุนคริปโตมีความกังวลมากขึ้นในด้านความปลอดภัย และสำหรับสายถือยาวอาจถึงเวลาต้องตามเช็กพื้นฐานทางเทคโนโลยีของเหรียญในพอร์ตให้ลึกขึ้นว่า ทีมพัฒนามีแผนอัปเกรดระบบเพื่อรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพราะความตื่นตัวและการเตรียมพร้อมของแต่ละโปรเจกต์อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ชี้วัดความอยู่รอดของเครือข่ายในระยะยาว

ที่มา:Fidelity