bitkub-banner

Tom Lee มองการขาย Bitcoin ของบริษัท Strategy เป็นสัญญาณบ่งชี้จุดต่ำสุดของตลาด

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Tom Lee จาก Bitmine Immersion (BMNR) เปิดเผยว่าความกังวลของตลาดเกี่ยวกับการปรับพอร์ตของสถาบันและการขายเหรียญของวงในเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่มักเกิดขึ้น ณ จุดต่ำสุดของวัฏจักร
  • เขาประเมินว่าการที่ Michael Saylor ขาย Bitcoin ออกมา 32 BTC เพื่อนำเงินไปจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธินั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 0.004% ของคลังสำรองทั้งหมดที่บริษัทถือครองอยู่กว่า 843,700 BTC
  • นอกจากนี้เขายังชี้ว่ายอดเงินไหลออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐอเมริกาที่ทุบสถิติติดต่อกัน 11 วันทำการรวมมูลค่ากว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นตัวบ่งชี้ตามหลัง (Trailing Indicator) ที่สะท้อนถึงการรีเซ็ตวัฏจักรตลาดตามสถิติในอดีต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

มุมมองของนักวิเคราะห์ชื่อดังที่มองว่าการตื่นตระหนกและการเทขายของนักลงทุนในปัจจุบันคือสัญญาณของการทดสอบจุดต่ำสุด (Market Bottom) ช่วยสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวและสะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงสะสมพลังรอบใหม่

ความวิตกกังวลของตลาดคริปโตเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเหล่านักลงทุนสถาบันและผู้บริหารวงในในช่วงนี้ ถูกมองว่าเป็นเพียงพฤติกรรมสะท้อนจุดต่ำสุดของตลาดตามตำราเท่านั้นจากการให้สัมภาษณ์ของ Tom Lee ตัวแทนจาก Bitmine Immersion กับทาง CoinDesk

Lee ระบุว่าการที่ Michael Saylor ประธานกรรมการบริหารของ Strategy ตัดสินใจขาย Bitcoin ออกมาจำนวน 32 BTC ไม่ได้เป็นสัญญาณของความน่ากังวลใดๆ เพราะ Saylor เพียงแค่ทำตามแผนการที่เคยประกาศไว้ล่วงหน้า และในความเป็นจริงเขายังคงถือครอง Bitcoin เหลืออยู่ถึง 99.99% ของพอร์ตเดิม ซึ่งเขายังคงได้ประโยชน์และทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อราคาของ Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ข่าวการขายเหรียญของ Saylor ที่ระดับราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์เพื่อนำไปจ่ายเงินปันผลสำหรับหุ้นบุริมสิทธิ ได้สร้างความไม่แน่ใจให้กับนักลงทุนในวงกว้างเนื่องจากเป็นการขายครั้งแรกในรอบเกือบสี่ปีของบริษัท อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากจำนวนสินทรัพย์ที่เหลืออยู่กว่า 843,700 BTC จะพบว่าการขายครั้งนี้คิดเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมากเพียง 0.004% เท่านั้น ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทต่างเห็นพ้องตรงกันว่าธุรกรรมนี้ไม่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจที่จะมาเปลี่ยนสมมติฐานการสะสมบิตคอยน์ในระยะยาวได้เลย

ความคิดเห็นของ Lee เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในอุตสาหกรรมหลังจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐอเมริกาเผชิญกับยอดเงินไหลออกติดต่อกันยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 11 วันทำการ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคมปี 2024 ซึ่ง Lee ได้อธิบายเสริมว่าการไหลออกของเงินทุนในลักษณะนี้มักจะเป็นตัวบ่งชี้ตามหลังที่แสดงให้เห็นว่าวัฏจักรของตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงรีเซ็ตระบบเพื่อเริ่มรอบใหม่ เพราะตามปกติแล้วผู้คนก็มักจะพากันแห่ขายของที่บริเวณจุดต่ำสุดเสมอนั่นเอง

แม้ว่าตลาดจะเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้นและเกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว แต่ Lee ยืนยันว่าแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจมหภาคภาพรวมของ Bitmine ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ รวมถึงการเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ในกลุ่ม Layer-1 ตัวหลักอื่นๆ ด้วย โดยเขาได้ยืนยันว่าแผนการเข้าซื้อสะสม Ethereum (ETH) ของบริษัทยังคงเป็นไปตามเป้าหมายหลังจากที่ทางบริษัทได้เร่งเครื่องเข้าซื้อครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมด้วยการกวาดซื้อไปอีก 111,942 ETH คิดเป็นมูลค่าประมาณ 237 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทถือครอง Ethereum รวมแล้วเกือบ 5.4 ล้าน ETH หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 4.47% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดในระบบ


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าการวิเคราะห์ของ Tom Lee ช่วยดึงสติของนักลงทุนในตลาดได้ดีมากครับ ในโลกการลงทุนคริปโตเวลามีข่าวร้ายหรือตัวเลขกองทุน ETF ติดลบติดต่อกันนานๆ รายย่อยมักจะเกิดความกลัวและชิงเทขายที่ก้นเหวเสมอ ซึ่งนี่คือพฤติกรรมคลาสสิกที่ตอกย้ำคำว่า “People sell at the bottom” การที่บริษัทระดับโลกอย่าง Bitmine เลือกที่จะสวนกระแสด้วยการเดินหน้าช้อนซื้อ Ethereum เพิ่มเติมกว่าสองแสนล้านบาทในสัปดาห์เดียว สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินฉลาด (Smart Money) เขามองความผันผวนระยะสั้นเป็นโอกาสทองในการสะสมของถูก ดังนั้นตราบใดที่ภาพใหญ่ของสถาบันยังคงเน้นการสะสมสินทรัพย์หลัก การปรับฐานรอบนี้จึงน่าจะเป็นเพียงการสลัดเม่าก่อนที่ราคาจะวิ่งต่อในระยะยาวครับ