bitkub-banner

Standard Chartered คาด Aave จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากกระแสแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Standard Chartered ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก เผยรายงานวิจัยชี้ชัด Aave แพลตฟอร์มกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุด มีแนวโน้มโกยผลประโยชน์มหาศาลจากกระแส Tokenization ของสินทรัพย์จริง
  • คาดการณ์เม็ดเงินฝากจะไหลกลับเข้าสู่ระบบ ช่วยหนุนให้ Aave ทวงคืนส่วนแบ่งทางการตลาดที่เคยสูญเสียไป หลังผ่านพ้นมรสุมราคาเหรียญดิ่ง และควันหลงจากคดีแฮกเกอร์โจมตี Kelp DAO มูลค่า 292 ล้านดอลลาร์ เมื่อช่วงต้นปี
  • กางสถิติความยิ่งใหญ่ในอดีต พบบัญชีเงินฝากสะสมของ Aave เคยพุ่งแตะ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่อันดับ 30 ของสหรัฐอเมริกา คาดตลาดรวมสินทรัพย์ในโลกจริงบนบล็อกเชน จะดันมูลค่า DeFi พุ่งแตะ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish 

บทวิเคราะห์เชิงบวกจาก Standard Chartered เป็นแรงกระตุ้นขาขึ้นที่ทรงพลังสำหรับเหรียญ AAVE การชี้เป้าว่า แพลตฟอร์มจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการรองรับสินทรัพย์โลกจริงค้ำประกันเงินกู้ จะดึงดูดความเชื่อมั่นของกลุ่มเจ้ามือ และนักลงทุนสถาบันให้กลับเข้ามาสะสมเหรียญ

Standard Chartered ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้ระบุในรายงานวิจัย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า Aave ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุด มีแนวโน้มที่จะได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการหลั่งไหลของสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนเข้าสู่ระบบ DeFi ซึ่งกระแสดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนยอดเงินฝาก ให้ไหลกลับเข้าสู่แพลตฟอร์ม และช่วยให้ทวงคืนส่วนแบ่งทางการตลาดที่เคยสูญเสียไปกลับคืนมาได้

Geoff Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกของธนาคาร ระบุว่า การนำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน และนำเข้ามาหมุนเวียนในระบบ DeFi จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้มียอดเงินฝากใน Aave เพิ่มมากขึ้น 

โดยกล่าวว่า “แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาโปรเจกต์นี้จะเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ แต่เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่ออนาคตของ Aave” 

ในช่วงที่ผ่านมา ผลงานของ Aave ค่อนข้างซบเซา เนื่องจากราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพรวมปรับตัวลดลง ประกอบกับผลกระทบจากเหตุการณ์แฮกทางไซเบอร์ของโปรเจกต์ Kelp DAO เมื่อเดือนเมษายน ซึ่งสร้างความเสียหายถึง 292 ล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อเนื่อง ลากให้ส่วนแบ่งในตลาดกู้ยืมของ Aave ลดลง เนื่องจากมีสินทรัพย์ไหลออกจากแพลตฟอร์ม

Geoff Kendrick ประเมินว่า แรงกดดันด้านลบทั้ง 2 ประการ ทั้งเรื่องราคาเหรียญดิ่ง และผลกระทบจากการแฮก กำลังจะคลี่คลายลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเขาคาดการณ์ว่า ราคาเหรียญสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี และเชื่อว่า Aave ได้ก้าวข้ามผ่านผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนไปเรียบร้อยแล้ว

ในรายงานวิจัยยังระบุอีกว่า ยอดเงินฝากสะสมของ Aave เคยพุ่งไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งตัวเลขขนาดนี้ถือว่าเทียบเท่าได้กับธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 30 ของสหรัฐฯ เลยทีเดียว 

ซึ่งทาง Standard Chartered คาดหวังว่า Aave จะสามารถดึงสเกลความยิ่งใหญ่ระดับนั้นกลับคืนมาได้บางส่วน เมื่อสินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคนเริ่มถูกนำมาใช้เป็นหลักค้ำประกัน และใช้เป็นแหล่งสภาพคล่อง ภายในโลก DeFi อย่างแพร่หลายมากขึ้น

การคาดการณ์ต่อตัว Aave ในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายแนวคิดเรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนของ Standard Chartered จากเดิมที่เน้นแค่ในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน ขยับมาสู่ตลาดการกู้ยืม โดยธนาคารมองว่า โปรเจกต์นี้มีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่รองรับการกู้ยืมเงินโดยใช้สินทรัพย์ในโลกจริงที่แปลงเป็นโทเคน (RWA) มาวางเป็นหลักประกัน

นอกจากนี้ ในรายงานวิจัยฉบับก่อนหน้า Standard Chartered เคยคาดการณ์ไว้ว่า มูลค่าสินทรัพย์รวมที่ถูกล็อกไว้ในระบบ DeFi (TVL) อาจพุ่งสูงถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินทรัพย์ในโลกจริง และสินทรัพย์คริปโตดั้งเดิมอื่น ๆ ที่หมุนเวียนผ่านโปรโตคอลบนบล็อกเชน 

Geoff Kendrick ยังได้หยิบยก Uniswap กระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ชื่อดังว่า มีโอกาสที่จะกลายเป็นศูนย์กลางของตลาดสินทรัพย์แปลงเป็นโทเคนเช่นกัน โดยอ้างอิงจากขนาดของแพลตฟอร์ม, ชื่อเสียงของแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับ และประวัติศาสตร์การดำเนินงานที่เคยก้าวข้ามผ่านวัฏจักรต่าง ๆ ของตลาดคริปโตมาได้อย่างยาวนาน

ที่มา : coinmarketcap


มุมมองผู้เขียน : รายงานวิจัยล่าสุดจาก Standard Chartered เป็นเหมือนการรับรองที่ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของ Aave ได้อย่างทรงพลัง