สรุปข่าว
- ศาลฎีกาเกาหลีใต้เสนอแก้กฎบังคับคดีแพ่ง เพื่อวางขั้นตอนอายัด โอน ขาย และแปลงคริปโทฯ ของลูกหนี้ให้เป็นเงินสดอย่างเป็นระบบ
- ร่างกฎใหม่เปิดทางให้เจ้าหนี้สามารถขออายัดหรือแช่แข็ง Wallet ของลูกหนี้ได้ แม้คดียังไม่ถึงที่สุด เพื่อป้องกันการยักย้ายสินทรัพย์
- เกาหลีใต้กำลังเร่งจัดระเบียบตลาดคริปโทฯ หลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาษี Spot Crypto ETF และกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับพื้นฐาน
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ศาลฎีกาเกาหลีใต้เสนอแก้กฎบังคับคดีแพ่งครั้งสำคัญ เพื่อเปิดทางให้ศาลสามารถอายัด โอนขาย และแปลงคริปโทฯ ของลูกหนี้เป็นเงินสดได้อย่างเป็นระบบ หลังคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยร่างใหม่นี้ยังอนุญาตให้เจ้าหนี้ขออายัดหรือแช่แข็ง Wallet ได้ เพื่อป้องกันการยักย้ายทรัพย์สิน คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 11 สิงหาคม และอาจมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งสะท้อนชัดว่าเกาหลีใต้กำลังผลักดันให้คริปโทฯ เข้าสู่กรอบกฎหมายจริงจังมากขึ้น ทั้งในมิติการบังคับคดี ภาษี ETF และ Stablecoin ในอนาคต
ศาลฎีกาแห่งประเทศเกาหลีใต้เดินหน้าผลักดันข้อเสนอแก้ไขกฎระเบียบการบังคับคดีแพ่ง ซึ่งครอบคลุมถึงกระบวนการอายัด การบังคับขาย และการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีให้เป็นเงินสด
สื่อท้องถิ่นรายงานเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากในปัจจุบันมีคดีความทางแพ่งที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางการจึงมีความจำเป็นต้องจัดระเบียบขั้นตอนการบังคับคดีของศาลต่างๆ ทั่วประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างความคาดการณ์ได้และความมั่นคงทางกฎหมาย
ภายใต้ร่างแก้ไขกฎระเบียบฉบับใหม่นี้ กระบวนการบังคับคดีกับคริปโทเคอร์เรนซีที่ลูกหนี้ถือครองจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีคำสั่งอายัดจากศาล ซึ่งจะส่งผลให้ลูกหนี้ถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำธุรกรรมหรือจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ดังกล่าวโดยเด็ดขาด หลังจากนั้นลูกหนี้จะต้องโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี
โดยการอายัดจะมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานได้รับโอนสินทรัพย์นั้นแล้ว นอกจากนี้ เจ้าพนักงานยังได้รับอำนาจในการโอนสินทรัพย์ไปยังบัญชีเฉพาะของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อทำการขาย หรือสามารถมอบหมายให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ดำเนินการขายให้ได้ รวมไปถึงการนำสินทรัพย์ไปแลกเปลี่ยนเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีสภาพคล่องสูง เช่น บิตคอยน์ (BTC) ก่อนที่จะทำการขายทอดตลาด
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกหนี้โอนย้าย ซุกซ่อน หรือทำให้สินทรัพย์สูญหายในระหว่างการพิจารณาคดี ร่างกฎระเบียบนี้ยังได้เพิ่มข้อกำหนดใหม่ที่อนุญาตให้มีมาตรการอายัดชั่วคราว หรือสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ได้ ซึ่งหมายความว่าเจ้าหนี้จะมีเครื่องมือทางกฎหมายในการอายัดหรือแช่แข็งกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของลูกหนี้ได้ตั้งแต่ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
นอกจากนี้ “สิทธิเรียกร้องการโอน” ที่ลูกหนี้มีต่อศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือสิทธิในการเรียกร้องให้ส่งมอบสินทรัพย์ ก็ถูกระบุให้เป็นเป้าหมายของการอายัดอย่างชัดเจนเช่นกัน ทั้งนี้ ร่างข้อเสนอดังกล่าวจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม และคาดการณ์ว่าจะสามารถประกาศบังคับใช้ได้ในเดือนตุลาคมปีนี้
นอกเหนือจากการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการบังคับคดีแล้ว เกาหลีใต้ยังมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญด้านการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะประเด็นด้านภาษีที่กำลังเป็นที่ถกเถียง แม้รัฐบาลมีแผนจะจัดเก็บภาษีรวมร้อยละ 22 จากผลกำไรคริปโทฯ ที่เกิน 2.5 ล้านวอนต่อปี (ประมาณ 65,000 บาท) ตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า
แต่ล่าสุดได้มีการรวบรวมรายชื่อจากประชาชนจนครบกำหนดเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกการเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ก็มีแผนที่จะปลดล็อกให้มีการซื้อขายกองทุน Spot Crypto ETF ภายในปีนี้ ตามยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 รวมถึงอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมถึงการกำกับดูแล Stablecoin แต่อาจมีความเป็นไปได้ที่กฎหมายฉบับหลังจะถูกเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นปีหน้าเนื่องจากตารางงานของรัฐสภาที่รัดตัว
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ หากกฎนี้เริ่มใช้จริงในเดือนตุลาคม เกาหลีใต้อาจกลายเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบของการบังคับคดีแพ่งกับสินทรัพย์ดิจิทัล และอาจกดดันให้ประเทศอื่น ๆ เร่งออกกฎลักษณะเดียวกันในอนาคต
ที่มา : coinpost

