สรุปข่าว
- Matt Hougan จาก Bitwise มองว่า ตลาดกระทิงคริปโตรอบถัดไปอาจขับเคลื่อนด้วยธุรกิจที่สร้างรายได้จริง มากกว่าการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
- กลุ่มที่น่าจับตาคือ โปรเจกต์คริปโตที่มีรายได้และส่งมูลค่ากลับสู่โทเคน รวมถึงบริษัทการเงินดั้งเดิมที่นำบล็อกเชนไปใช้งานในระดับใหญ่
- Hyperliquid, Robinhood, Coinbase, BlackRock, Visa, Stripe และ JPMorgan ถูกยกเป็นตัวอย่างของผู้เล่นที่อาจได้รับประโยชน์จากการหลอมรวมระหว่างการเงินบนบล็อกเชนกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Matt Hougan ผู้บริหารของ Bitwise มองว่า ตลาดกระทิงคริปโตรอบถัดไปอาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับโปรเจกต์ที่สร้างรายได้จริงและสถาบันการเงินรายใหญ่ที่นำบล็อกเชนไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น โดยเขายก Hyperliquid เป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่เชื่อมรายได้เข้ากับมูลค่าโทเคนผ่านการซื้อคืน HYPE พร้อมชี้ว่า Robinhood, Coinbase, BlackRock, Visa, Stripe และ JPMorgan กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานบนบล็อกเชน ขณะที่ Bitcoin, Ethereum และ Solana ยังมีบทบาทเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในวัฏจักรถัดไป
Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของ Bitwise มองว่า ตลาดกระทิงคริปโตรอบถัดไปอาจไม่ได้ถูกขับเคลื่อจากกระแสเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้จริง และสถาบันการเงินรายใหญ่ที่เริ่มนำบล็อกเชนมาใช้ในระดับเสกลที่ใหญ่ขึ้น
ในสายตาของ Hougan การลงทุนที่อยู่ในจุดได้เปรียบสำหรับวัฏจักรตลาดรอบใหม่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ แอปพลิเคชันคริปโตที่มีรายได้และมีระบบโทเคนโนมิกส์ชัดเจน รวมถึงบริษัทการเงินแบบดั้งเดิมที่กำลังสร้างผลิตภัณฑ์และโครงสร้างพื้นฐานบนเครือข่ายบล็อกเชนอย่างจริงจัง
Hougan อธิบายว่า ภาพที่กำลังเกิดขึ้นคือ “การหลอมรวมระหว่างระบบการเงินบนบล็อกเชนกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม” โดยมี Stablecoin การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน และการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
1.โปรเจกต์คริปโตที่สร้างรายได้จริง
กลุ่มแรกที่ Hougan ให้ความสนใจคือ โปรเจกต์คริปโตที่สามารถสร้างรายได้จากการใช้งานจริง พร้อมมีระบบโทเคนโนมิกส์ที่เชื่อมโยงการเติบโตของแพลตฟอร์มเข้ากับมูลค่าของโทเคนโดยตรง
หนึ่งในตัวอย่างที่เขามองเห็นชัดที่สุดคือ Hyperliquid แพลตฟอร์มซื้อขายสัญญา Perpetual Futures ที่มีบล็อกเชน Layer 1 เป็นของตัวเอง และใช้ HYPE เป็นโทเคนหลักของระบบนิเวศ
Hougan ระบุว่า Hyperliquid กำลังอยู่บนเส้นทางที่จะสร้างรายได้เกือบ 800 ล้านดอลลาร์ ในปีนี้ และรายได้เกือบทั้งหมดจะถูกนำกลับไปซื้อคืนโทเคน HYPE จากตลาด
โมเดลลักษณะนี้ทำให้มูลค่าของโทเคนไม่ได้พึ่งพาความคาดหวังของนักลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มเชื่อมโยงกับผลประกอบการและการเติบโตของแพลตฟอร์มมากขึ้น
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ HYPE สามารถเติบโตสวนทางกับบรรยากาศของตลาดคริปโตในภาพรวมได้
Hougan ระบุว่า ราคาของ HYPE ปรับตัวขึ้นประมาณ 146% นับตั้งแต่ต้นปี แม้ตลาดคริปโตโดยรวมจะอยู่ในช่วงขาลง โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากการเติบโตของแพลตฟอร์มและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง
Hougan กล่าวว่า “ผมคิดว่าราคาของเหรียญนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และยังคงถือว่าอยู่ในมูลค่าที่เหมาะสม”
เขายังเชื่อว่า ในอนาคตจะมีเหรียญคริปโตรุ่นใหม่จำนวนมากที่นำโทเคนโนมิกส์ส์ของ HYPE ไปประยุกต์ใช้ เพื่อทำให้มูลค่าของโทเคนเชื่อมโยงกับรายได้ของแพลตฟอร์ม
นอกจาก Hyperliquid แล้ว Hougan ยังกล่าวถึงโปรโตคอลที่อยู่ในตลาดมานานอย่าง Uniswap, Aave และ Morpho ซึ่งกำลังขยับไปสู่โมเดลที่ผูกมูลค่าของโทเคนเข้ากับการใช้งานและรายได้ของแพลตฟอร์มมากขึ้นเช่นกัน
2.สถาบันการเงินเริ่มใช้บล็อกเชนของจริง
การลงทุนกลุ่มที่สองซึ่ง Hougan มองว่า น่าสนใจไม่แพ้กันคือ บริษัทการเงินแบบดั้งเดิมที่เริ่มเข้าสู่ธุรกิจคริปโตในระดับสเกลใหญ่ โดยไม่ได้หยุดอยู่เพียงโครงการทดลองหรือโปรเจกต์นำร่องขนาดเล็ก
Hougan ยก Robinhood เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ หลังบริษัทเปิดตัวบล็อกเชนของตัวเองเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
มีรายงานว่า เครือข่ายของ Robinhood เติบโตอย่างรวดเร็ว และก้าวขึ้นมาติด 5 อันดับแรกของเครือข่ายที่มีปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) แบบรายวันสูงที่สุด
Hougan มองว่า การเปิดให้บริการเครือข่ายจริงใน 120 ประเทศ จะทำให้ Robinhood มองเห็นพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และสภาพตลาดได้ดีกว่าโครงการทดลองทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อผลิตภัณฑ์ถูกนำออกไปใช้งานจริง บริษัทจะได้เรียนรู้ทั้งสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ ปัญหาที่เกิดขึ้น และรูปแบบการใช้งานที่ไม่สามารถค้นพบได้จากระบบทดลองแบบปิด
อย่างไรก็ตาม Hougan ยอมรับว่า กิจกรรมส่วนใหญ่บนเครือข่ายของ Robinhood ในช่วงแรกยังเกี่ยวข้องกับการซื้อขายเหรียญมีม มากกว่าหุ้นที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปโทเคน
แต่ Hougan คาดว่า ปริมาณการซื้อขายหุ้น และจำนวนผู้ใช้งานบนเครือข่ายจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อผลิตภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศมีความพร้อมมากกว่าเดิม
นอกเหนือจาก Robinhood แล้ว Hougan ยังระบุชื่อ Coinbase, Figure และ BlackRock ว่าเป็นบริษัทที่มีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมคริปโตอย่างจริงจัง พร้อมเพิ่ม Visa, Stripe และ JPMorgan เข้าไปในรายชื่อบริษัทที่ควรจับตามอง
แม้ Hougan จะมองเห็นโอกาสในแอปพลิเคชันคริปโตและบริษัทการเงินแบบดั้งเดิมที่เข้าสู่บล็อกเชน แต่เขายังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อ Bitcoin, Ethereum และ Solana
CIO ของ Bitwise มองว่า สินทรัพย์ทั้งสามยังคงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาด และอาจเป็นรากฐานที่รองรับการขยายตัวของ Stablecoin การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน การซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิมกับระบบการเงินบนบล็อกเชนในวัฏจักรถัดไป
ที่มา:beincrypto
มุมมองผู้เขียน: สำหรับนักลงทุน ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณว่า การยอมรับคริปโตในรอบถัดไปจะไม่ได้เกิดจากผู้ใช้งานรายย่อยเพียงฝ่ายเดียว แต่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานและช่องทางใช้งานให้กับตลาดด้วย

