bitkub-banner

สรุปไทม์ไลน์ Bitkub ถูกแฮ็ก ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงผู้ก่อตั้งทุ่ม 1,700 ล้านรับผิดชอบเอง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ดำเนินการกล่าวโทษบริษัทบิทคับและอดีตกรรมการจากกรณีปกปิดข้อมูลการถูกแฮ็กสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาทโดยมีการยื่นรายงานอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อซื้อเวลาในการแก้ไขปัญหา
  • ทางบริษัทบิทคับได้ชี้แจงว่าการชะลอการเปิดเผยข้อมูลทำไปเพื่อป้องกันความตื่นตระหนกจนเกิดวิกฤตการแห่ถอนเงินและผู้ร่วมก่อตั้งได้ควักเงินส่วนตัวชดเชยสินทรัพย์ทั้งหมดคืนระบบแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบหรือสูญเสียเงินเลย
  • ปัจจุบันระบบความปลอดภัยของแพลตฟอร์มได้รับการยกระดับจนติดกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกและได้รับการรับรองมาตรฐานสากลพร้อมทั้งร่วมมือกับสถาบันรับฝากสินทรัพย์ระดับสากลเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ใช้งาน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

เนื่องจากข่าวคดีความและการกล่าวโทษอดีตผู้บริหารส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลซึ่งอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเกิดความกังวลและตัดสินใจชะลอการลงทุนกับแพลตฟอร์ม

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ออกแถลงการณ์กล่าวโทษบริษัท Bitkub และอดีตผู้บริหารเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลในอดีต ทางบริษัทได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

โดยเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของทีมผู้ก่อตั้งที่ได้จัดการแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดไปแล้วตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งหากมองย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ทั้งหมด จะเห็นถึงความพยายามในการปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลักและแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของบริษัทที่ก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้

ปี 2564 จุดเริ่มต้นของวิกฤตและการแก้ปัญหาด้วยความรับผิดชอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม แพลตฟอร์มของ Bitkub ได้ถูกโจมตีทางไซเบอร์และสูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท ในเวลานั้นอดีตผู้บริหารได้ตัดสินใจชะลอการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการแห่ถอนเงินหรือ Bank Run ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยได้ อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ทันทีตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2564

สิ่งที่น่ายกย่องคือความรับผิดชอบของกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งที่ยอมใช้เงินทุนส่วนตัวกว้านซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลมาเติมกลับเข้าสู่ระบบเพื่อชดเชยความเสียหายทั้งหมด โดยดำเนินการเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ทำให้ลูกค้าทุกคนของ Bitkub ไม่ได้รับผลกระทบและไม่สูญเสียทรัพย์สินเลยแม้แต่บาทเดียว

ปี 2565 ช่วงเวลาแห่งความท้าทาย

แม้ปัญหาการถูกแฮ็กจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ด้วยเงินส่วนตัวของผู้ก่อตั้งไปแล้ว แต่ผลกระทบจากการชะลอการรายงานข้อมูลก็กลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาตรวจสอบ ความไม่ชัดเจนทางกฎหมายที่ค้างคาอยู่นี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดีลการร่วมทุนมูลค่า 17,850 ล้านบาทกับทางกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ต้องยุติลงในเดือนสิงหาคม 2565

ถึงกระนั้น Bitkub ก็ยังคงเดินหน้าพิสูจน์ศักยภาพและเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรอย่างต่อเนื่องโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด

ปี 2568 ถึง 2569 บทสรุปทางกฎหมายและการก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก

สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ทำการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ว่าทรัพย์สินของลูกค้า Bitkub มีความปลอดภัยและถูกเก็บรักษาไว้อย่างครบถ้วน 100% จนกระทั่งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายด้วยการกล่าวโทษอดีตผู้บริหารในความผิดฐานรายงานข้อมูลคลาดเคลื่อนเมื่อ 5 ปีก่อน

ซึ่งทาง Bitkub ได้น้อมรับกระบวนการดังกล่าวพร้อมออกแถลงการณ์ชี้แจงเพื่อยืนยันว่าปัจจุบันบริษัทก้าวข้ามผ่านจุดนั้นมาไกลมากแล้ว ระบบรักษาความปลอดภัยได้รับการยกระดับจนติดกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกจากเว็บไซต์ Cer.Live ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 27001 และ ISO 27701 รวมถึงมีการจับมือกับสถาบันรับฝากสินทรัพย์ระดับโลกอย่าง Bitgo และ Coinbase Custody เพื่อให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจได้ว่าทรัพย์สินจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด


มุมมองส่วนตัวประเมินว่ามหากาพย์ของ Bitkub ในครั้งนี้เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อความอยู่รอดของตลาดกับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้ในทางปฏิบัติการที่ผู้ก่อตั้งยอมเจ็บตัวควักเงินทุนส่วนตัวมาอุดรอยรั่วจะช่วยรักษาเงินของนักลงทุนและป้องกันอุตสาหกรรมคริปโตไทยไม่ให้พังทลายลงได้สำเร็จ

แต่ในมุมของการกำกับดูแลความโปร่งใสของข้อมูลคือสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้ การดำเนินการทางกฎหมายของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการขีดเส้นมาตรฐานใหม่ว่าสถาบันการเงินที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องยึดถือความถูกต้องของข้อมูลเป็นอันดับแรกเสมอ บทเรียนครั้งนี้น่าจะทำให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มากยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลทางกฎหมายที่อาจย้อนกลับมาทำลายโอกาสทางธุรกิจในอนาคตในระยะยาว