สรุปข่าว
- Cambridge ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าอุตสาหกรรมการขุด Bitcoin ใช้พลังงานสะอาดเกือบ 60% แล้ว โดยพลังงานน้ำแซงหน้าก๊าซธรรมชาติขึ้นเป็นแหล่งพลังงานหลัก
- แม้การใช้ไฟฟ้าของเครือข่าย Bitcoin จะเพิ่มขึ้น 38% สู่ 190 TWh แต่การปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นเพียง 20% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ
- ข้อมูลล่าสุดช่วยลดข้อครหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ Bitcoin ถูกวิจารณ์มาตลอด และอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการยอมรับจากนักลงทุนและภาครัฐ
แนวโน่มผลกระทบต่อราคา : Bullish
แม้ข่าวนี้ไม่ได้ส่งผลต่ออุปสงค์ของ Bitcoin โดยตรง แต่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเครือข่ายในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบัน นักลงทุน ESG และหน่วยงานกำกับดูแลที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจลดแรงกดดันต่อการลงทุนใน Bitcoin ได้ในอนาคต
Cambridge เผย Bitcoin เดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดจาก Cambridge Centre for Alternative Finance (CCAF) ระบุว่า อุตสาหกรรมการขุด Bitcoin มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นจนแตะเกือบ 60% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในการขุด ขณะที่ พลังงานน้ำได้กลายเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุด แซงหน้าก๊าซธรรมชาติเป็นครั้งแรก ตามข้อมูลที่ถูกเผยแพร่โดย Coin Bureau
แม้เครือข่าย Bitcoin จะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 38% แตะระดับประมาณ 190 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี จากการเติบโตของ Hashrate และการแข่งขันของนักขุดทั่วโลก แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับเพิ่มขึ้นเพียง 20% เท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการหันไปใช้แหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำมากขึ้น
ภาพลักษณ์ Bitcoin ด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป
ประเด็นการใช้พลังงานของ Bitcoin เป็นหัวข้อถกเถียงมาโดยตลอด นับตั้งแต่ Elon Musk ลอยแพการรับชำระเงินด้วย Bitcoin สำหรับ Tesla ในปี 2021 โดยให้เหตุผลเรื่องการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
อย่างไรก็ตาม รายงานของ Cambridge ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเหมืองขุดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการย้ายฐานการขุดหลังจีนแบนเหมืองคริปโต การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากเขื่อน, โรงไฟฟ้าพลังน้ำและแหล่งพลังงานที่เดิมถูกปล่อยทิ้ง
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าต้นทุนด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักขุดมองหาแหล่งไฟฟ้าที่มีราคาถูกที่สุด ซึ่งมักเป็นพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานส่วนเกินที่ไม่ได้ถูกใช้งานอยู่แล้ว มากกว่าการเลือกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลราคาแพง
การใช้ไฟเพิ่ม แต่ประสิทธิภาพก็ดีขึ้น
แม้การใช้ไฟฟ้ารวมของเครือข่ายจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของ Hashrate ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความปลอดภัยของเครือข่าย
นอกจากนี้ เครื่องขุดรุ่นใหม่ยังมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนเติบโตช้ากว่าการใช้พลังงานโดยรวม อีกทั้งผู้ประกอบการเหมืองจำนวนมากยังเข้าร่วมโครงการบริหารโหลดไฟฟ้า เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
ข้อมูลล่าสุดจาก Cambridge สะท้อนว่าอุตสาหกรรมการขุด Bitcoin กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น แม้เครือข่ายจะใช้ไฟฟ้ามากขึ้นตามการเติบโตของระบบ แต่การปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยลดข้อวิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
และแม้ประเด็นการใช้พลังงานของ Bitcoin จะยังเป็นหัวข้อถกเถียง แต่แนวโน้มการหันมาใช้พลังงานสะอาดถือเป็นสัญญาณเชิงบวก หากสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจช่วยให้ Bitcoin ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ, บริษัทมหาชนและนักลงทุนสถาบันมากขึ้นในระยะยาว
ที่มา : coinbureau, Cambridge, Greencalculus

