สรุปข่าว
- China Business Journal ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวเศรษฐกิจภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีนได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อสำนักข่าวเพื่อข่มขู่เรียกเงินค่าไถ่จากบริษัทเอกชนหลายแห่ง
- กลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้อีเมลจากบริการ Proton Mail ขู่ว่าจะเปิดเผยรายงานการสอบสวนเชิงลบหากบริษัทเหยื่อไม่ยอมจ่ายเงินค่าไถ่ในรูปแบบ Bitcoin เพื่อแลกกับการระงับการตีพิมพ์
- ทางสำนักข่าวยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอีเมลดังกล่าวและกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่ผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นเพียงกรณีการแอบอ้างชื่อเพื่อกรรโชคทรัพย์ของกลุ่มมิจฉาชีพเฉพาะกลุ่มและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานหรือสภาพคล่องในภาพรวมของตลาด Bitcoin
China Business Journal สื่อข่าวเศรษฐกิจรายใหญ่ของจีนได้ออกมาแจ้งเตือนภัยสังคม หลังจากพบกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อหนังสือพิมพ์เพื่อดำเนินการขู่กรรโชคทรัพย์จากบริษัทเอกชนหลายแห่ง โดยสั่งให้ชำระเงินค่าไถ่เป็น Bitcoin เพื่อแลกกับการระงับการเปิดเผยรายงานการสอบสวนเชิงลบ
พฤติกรรมของมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะใช้อีเมลจากบริการ Proton Mail ส่งข้อความไปหาองค์กรธุรกิจต่างๆ พร้อมอ้างว่าทีมนักข่าวได้ลงพื้นที่สืบสวนและค้นพบข้อมูลความผิดของบริษัท หากไม่อยากให้รายงานดังกล่าวถูกตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ บริษัทจะต้องยอมจ่ายเงินค่าไถ่ตามจำนวนที่เรียกร้องเป็น Bitcoin
ทาง China Business Journal ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1985 และอยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน ได้ออกมายืนยันว่าอีเมลดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางสำนักข่าวแต่อย่างใด และถือเป็นการฉ้อโกงที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งในขณะนี้ทางสำนักข่าวกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีทางแพ่งและอาญากับผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างถึงที่สุด
ที่มา: weixin
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการนำชื่อเสียงของสื่อมวลชนระดับประเทศมาแอบอ้างเพื่อขู่กรรโชคทรัพย์โดยใช้ Bitcoin เป็นช่องทางรับเงิน สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงพยายามใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติการโอนเงินที่ยากต่อการติดตามของคริปโต แม้ว่าทางรัฐบาลจีนจะมีมาตรการกวาดล้างและสั่งห้ามทำธุรกรรมคริปโตในประเทศอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม เหตุการณ์นี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ภาครัฐยิ่งมองภาพลักษณ์ของสินทรัพย์ดิจิทัลในแง่ลบมากขึ้น และอาจส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังการใช้คริปโตในอาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นไปอีก

