สรุปข่าว
- เครือข่าย Cronos ที่หนุนโดย Crypto.com ต้องกดปุ่มระงับการทำงานของบล็อกเชนกะทันหัน หลัง Tectonic แพลตฟอร์มกู้ยืมใหญ่ที่สุดบนเชนโดนเจาะช่องโหว่ $75 ล้าน
- แฮกเกอร์ฉวยโอกาสจากเหรียญ TONIC ที่มีโวลุ่มซื้อขายเบาบาง ปั่นราคาขึ้น 100 เท่าภายใน 20 นาที แล้วนำไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริงออกไป
- การสั่งปิดสวิตช์เชนทำได้อย่างรวดเร็วเพราะ Cronos มีผู้ตรวจสอบไม่เกิน 100 ราย ซึ่งช่วยอายัดสินทรัพย์สินได้แต่ก็ต้องแลกกับการถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลาง
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Cronos ประกาศสั่งระงับการทำงานของเครือข่ายอย่างฉุกเฉิน หลังแฮกเกอร์เข้าเจาะช่องโหว่ Tectonic แพลตฟอร์มกู้ยืมอันดับหนึ่งในระบบนิเวศ จนสร้างความเสียหายมหาศาลกว่า $75 ล้านดอลลาร์ และฉุดให้ TVL ของโปรโตคอลดิ่งลงเหลือเพียงประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ อันมีต้นเหตุเกิดจากการปั่นราคาเหรียญแล้วนำไปตั้งเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมสินทรัพย์หลักออกจากระบบ
เครือข่าย Cronos (CRO) บล็อกเชนที่ได้รับการสนับสนุนจากกระดานเทรดยักษ์ใหญ่อย่าง Crypto.com ต้องประกาศระงับการทำงานแบบฉุกเฉิน หลังถูกผู้ไม่ประสงค์ดีใช้ช่องโหว่โจมตีเครือข่ายจนสร้างความเสียหายอย่างหนัก
รายงานล่าสุดระบุว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีครั้งนี้คือ Tectonic ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกู้ยืมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนเครือข่าย Cronos โดยมีการประเมินว่ามูลค่าความเสียหายรวมจากการถูกโจมตีในครั้งนี้พุ่งสูงกว่า 75 ล้านดอลลาร์
ต้นตอของหายนะครั้งนี้มาจากการโจมตีผ่านเหรียญที่ชื่อว่า TONIC ซึ่งเป็นโทเคนที่ผู้ใช้งานสามารถนำมาวางเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมสินทรัพย์บน Tectonic ได้ในอัตราส่วน 20% (มูลค่าเหรียญ 100 ดอลลาร์ สามารถกู้ยืมเงินออกไปได้ 20 ดอลลาร์)
ก่อนเกิดเหตุ โทเคนดังกล่าว มีสภาพคล่องประมาณ $1.34 ล้าน และมีปริมาณการซื้อขายเบาบางเพียง $11,000 ในแต่ละวันเท่านั้น ด้วยสภาพคล่องที่ต่ำจึงกลายเป็นช่องโหว่ชั้นดีที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถปั่นราคาเหรียญ TONIC ให้พุ่งทะยานขึ้นถึง 100 เท่าตัว ภายในระยะเวลาเพียง 20 นาที
เมื่อราคาเหรียญถูกปั่นจนพองโตเกินจริง แฮกเกอร์จึงนำเหรียญ TONIC เหล่านั้นไปวางเป็นหลักประกัน เพื่อสูบเอาสินทรัพย์คริปโทฯ สกุลอื่นที่มีมูลค่าจริงออกมาจากแพลตฟอร์มได้อย่างง่ายดาย
ข้อมูลจาก DefiLlama ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา Tectonic เคยมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกไว้ในระบบ (TVL) สูงถึง 121.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินในระบบ DeFi ทั้งหมดบน Cronos แต่ล่าสุดตัวเลขดังกล่าวกลับร่วงดิ่งหัวสักเหลือเพียงราว ๆ 3 ล้านดอลลาร์เท่านั้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องที่โชคดีมากที่ Cronos รันอยู่บนซอฟต์แวร์ที่จำกัดจำนวนผู้ตรวจสอบธุรกรรมไว้ไม่เกิน 100 ราย ซึ่งถือว่าน้อยพอที่จะประสานงานสั่งระงับการทำงานของระบบได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
BNB Chain เคยใช้วิธีการเดียวกันนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2022 โดยผู้ตรวจสอบธุรกรรม 26 รายร่วมมือกันระงับการทำงานของเครือข่ายหลังเกิดเหตุโจมตีบริดจ์ จนสามารถกู้คืนเงินกลับมาได้เฉียด 470 ล้านดอลลาร์ จากยอดที่ถูกฉกไปทั้งหมด 570 ล้านดอลลาร์
ทว่าสิ่งที่ต้องแลกคือ เงินของทุกคนในระบบจะถูกอายัดไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้เช่นกัน และบล็อกเชนที่สามารถสั่งปิดสวิตช์ได้ ย่อมเป็นบล็อกเชนที่มีข้อจำกัดในเรื่องความเป็นกลางและถูกตั้งคำถามถึงเรื่องของการรวมอำนาจเบ็ดเสร็จ
ทั้งนี้ เหตุการณ์โจมตีล่าสุดนับเป็นการเจริญรอยตามการเจาะช่องโหว่ในลักษณะเดียวกันบนแพลตฟอร์มกู้ยืม Moonwell เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผู้โจมตีได้ปั่นราคาโทเคนที่มีการซื้อขายเบาบางเพื่อใช้เป็นหลักประกัน แต่ในตอนนั้น Base ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่รองรับแพลตฟอร์ม ยังคงเดินหน้าประมวลผลบล็อกต่อไปตามปกติ แฮกเกอร์จึงสามารถหอบเงินหนีลอยนวลไปได้สำเร็จ
ปัจจุบันทั้ง Cronos และ Tectonic ยังไม่ได้เปิดเผยไทม์ไลน์ในการกลับมาเปิดระบบใหม่ หรือการสรุปตัวเลขความเสียหายอย่างเป็นทางการ มีเพียงแค่การรับทราบถึงการโจมตีเท่านั้น ซึ่งนักลงทุนและผู้ใช้งานคงต้องจับตาสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่มา: Coindesk
มุมมองผู้เขียน : การ “ปิดสวิตช์เชน” แม้จะช่วยรักษาเงินทุนไว้ได้บางส่วน แต่มันก็ทำลายภาพลักษณ์เรื่อง Decentralization และแสดงให้เห็นว่า L1 ยุคนี้หลายแห่งยังมีลักษณะเป็นระบบรวมศูนย์ที่สามารถกดปุ่มสั่งหยุดได้ทุกเมื่อทำให้เกิดคำถามยิ่งขึ้นไปอีกว่าเราจำเป็นที่จะต้องใช้บล็อกเชนกับทุกเรื่องจริงๆหรือ

