bitkub-banner

ทองคำ-Bitcoin ช่วยป้องกันความเสี่ยง แต่ทำไม Tether ทุ่มเงินกว่า $600 ล้านไล่ซื้อที่ดินเกษตร?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Tether ทุ่มเงินกว่า 600 ล้านดอลลาร์เข้าซื้อหุ้น 70% ของ Adecoagro บริษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ในอเมริกาใต้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.25 ล้านไร่
  • การลงทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีจำนวนจำกัด เพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองและแหล่งหลบภัยในระยะยาว เช่นเดียวกับทองคำ
  • Tether มองเห็นโอกาสสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ เช่น การนำพลังงานชีวมวลจากโรงงานแปรรูปกากอ้อยมาใช้สนับสนุนการขุด Bitcoin เป็นต้น

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Tether ผู้ออกเหรียญ USDT ได้ทุ่มงบกว่า 600 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าซื้อธุรกิจภาคการเกษตรซึ่งครอบคลุมที่ดินกว่า 1.25 ล้านไร่ โดยบริษัทมองว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีจำนวนจำกัด ไม่ต่างจากการสะสมทองคำและ Bitcoin เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวและเพิ่มโอกาสในการขยายห่วงโซ่อุปทานของตน

Tether บริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง Stablecoin อันดับหนึ่งของโลกอย่าง USDT เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการทุ่มเงินไปกว่า $600 ล้านกว้านซื้อหุ้นเพื่อเข้าควบคุมกิจการส่วนใหญ่ของเครือบริษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ในอเมริกาใต้ พร้อมนำเอาที่ดินผืนใหญ่เข้ามาไว้ในคลังสำรอง แม้ว่าพวกเขาจะเป็นบริษัทยุคใหม่ก็ตาม

เกิดอะไรขึ้น?

หลังจากที่บริษัทผ่านการตรวจสอบจาก KPMG หนึ่งในบริษัทออดิทบิ๊กโฟร์ของโลก พวกเขาก็ได้เริ่มเดินเกมใหญ่ด้วยการซื้อหุ้นประมาณ 70% ของ Adecoagro ซึ่งเป็นบริษัทด้านการเกษตรในอาร์เจนตินา บราซิล และอุรุกวัย ด้วยมูลค่าราว 600 ล้านดอลลาร์ 

การเข้าซื้อในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การซื้อที่ดินเปล่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการซื้อกิจการเกษตรทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นที่นา ไร่อ้อย นม ข้าว น้ำตาล เอทานอล และโรงไฟฟ้าชีวมวลทำให้โดยรวมแล้ว Tether จะครองพื้นที่ดำเนิน ธุรกิจกว่า 200,000 เฮกตาร์ ที่เมื่อแปลงเป็นหน่วยวัดพื้นที่ของไทยจะเท่ากับ 1,250,000 ไร่ 

ความหายากในมุมมองของ Tether

หากมองเพียงภายนอก การเข้าซื้อที่ดินของ Tether อาจดูเหมือนแค่การกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ก่อนหน้า เช่น ทองคำ และ Bitcoin แต่นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทมีแนวคิดที่ลึกยิ่งกว่านั้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะทองคำหรือ Bitcoin สินทรัพย์ทั้งสองมักถูกยกให้เป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อและเงินอ่อนค่า อีกทั้งยังเป็นของหายาก จึงมีมูลค่าในตัวเอง

Tether มองว่า การซื้อที่ดินไม่ต่างจากสินทรัพย์ข้างต้น เพราะที่ดินมีจำนวนจำกัด ให้ผลตอบแทนระยะยาว เคยเป็นที่หลบภัยในยามเกิดความไม่มั่นคง แถมยังนำไปผลิตทั้งอาหารและพลังงานได้ ไม่ใช่แค่เก็บไว้เฉย ๆ

นอกจากนี้ การมีสินค้าเกษตรในมือยังทำให้ Tether สามารถนำ USDT มาใช้จับจ่ายได้จริงในห่วงโซ่อุปทาน มิหนำซ้ำ Adecoagro ยังมีโรงงานอ้อยที่ผลิตไฟฟ้าชีวมวลได้ปริมาณมาก ซึ่ง Tether สามารถนำพลังงานส่วนเกินมาใช้ในการขุด Bitcoin ต่อได้อีกทอด

Paolo Ardoino ซีอีโอของบริษัท ระบุว่า ปัจจุบัน Tether อาจกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และบริษัทจะกลายเป็น “ผู้อยู่รอดในทุกสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” เพราะมีความมั่นคงและสินทรัพย์ที่จับต้องได้เหนือผู้อื่น

ความขัดแย้งในบริษัท

อย่างไรก็ตาม แม้การกระจายความเสี่ยงของ Tether จะน่าสนใจ แต่แกนหลักของธุรกิจกลับผูกติดอยู่กับสิ่งที่พวกเขาพยายามตีตัวออกห่างมากที่สุดอย่าง ‘พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ’ จากการถือครองพันธบัตรกว่า 1.41 แสนล้านดอลลาร์เพื่อค้ำประกันการออกเหรียญ USDT ทำให้ Tether ติดหนึ่งในผู้ถือพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่ที่สุดของโลก 

ด้วยเหตุนี้โครงสร้างของบริษัท Tether จึงมีความย้อนแย้งขัดกันเล็กน้อยในสายตาของคนบางกลุ่ม แต่ถึงอย่างนั้น จากการตรวจสอบครั้งล่าสุดโลกก็ต่างได้รับรู้แล้วว่า Tether ยังคงแข็งแกร่งและจะยังไม่มีทางล้มในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน 

สุดท้ายนี้ ข้อถกเถียงที่ว่า กลยุทธ์การสะสมสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดของ Tether จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งในตลาด หรือจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงใหม่ๆ เข้ามากันแน่นั้น ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน รายงานงบการเงินฉบับเต็มของ KPMG ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยไขข้อข้องใจในประเด็นนี้ได้ เมื่อถูกเผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : การลงทุนของ Tether ในครั้งนี้จะยิ่งเสริมแกร่งให้พวกเขากลายเป็นบริษัทที่มีอำนาจเทียบเท่าสถาบันการเงินชั้นนำของโลก เพราะพวกเขากำลังสร้างอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้างที่แตกต่างจากธนาคารทั่วไป ทำให้มีเกราะป้องกันที่จับต้องได้มากกว่าสถาบันการเงินที่พึ่งพาเพียงตัวเลขทางบัญชีอย่างเดียว