สรุปข่าว
- Jihoon Park ชายชาวเวอร์จิเนียถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงนักลงทุนกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ โดยอาศัยความน่าเชื่อถือจากประวัติการทำงานในสถาบันการเงิน
- Park พยายามย้ายทรัพย์สินและแจ้งเท็จต่อศาลล้มละลายว่าตนเองแทบไม่มีเงินติดตัว ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการปกปิดคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่ามหาศาลเพื่อเลี่ยงการชดใช้
- ศาลตัดสินว่าเขามีความผิดรวม 5 กระทง ทั้งฉ้อโกงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และฉ้อโกงในคดีล้มละลาย และอาจเผชิญโทษจำคุกรวมสูงสุดถึง 25 ปี
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Jihoon Park ชายวัย 52 ปี จากรัฐเวอร์จิเนีย ถูกคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดในคดีฉ้อโกงนักลงทุนและฉ้อโกงศาลล้มละลาย โดยเขาได้หลอกลวงคนในชุมชนให้นำเงินมาลงทุนรวมกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์เพื่อนำไปใช้ส่วนตัวและซื้อคริปโทเคอร์เรนซี แต่เมื่อถูกฟ้องร้องเขากลับพยายามตบตาด้วยการยื่นล้มละลายว่าตนเองแทบไม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม การโกหกครั้งนี้ถูกจับได้หลังพบว่าเขามีคริปโทฯ หลักล้าน ทำให้ Park ต้องเผชิญกับโทษหนักถึง 5 กระทง
ทุกวันนี้ ภัยร้ายจากเหล่ามิจฉาชีพนับวันจะยิ่งรุนแรงและน่ากลัวมากขึ้นเมื่อแผนการฉ้อโกงของพวกเขาไม่ได้หยุดเพียงแค่การขโมยเงินออกไปเฉยๆ แต่ยังร้ายลึกถึงขนาดมีการโยกย้ายทรัพย์สินและตบตาแม้กระทั่งศาลให้ตนเองถูกมองว่าเป็นบุคคลล้มละลายที่ไม่มีพิษสงเพื่อเลี่ยงที่จะชดเชยเงินให้กับเหยื่อ
คณะลูกขุนศาลรัฐบาลกลางประจำเมืองอเล็กซานเดรีย รัฐเวอร์จิเนีย มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ว่า Jihoon Park วัย 52 ปี ชาวเมือง Chantilly รัฐเวอร์จิเนีย มีความผิดฐานมีส่วนร่วมในแผนการฉ้อโกง ซึ่งส่งผลกระทบสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและเป็นการฉ้อโกงต่อศาลล้มละลายแห่งสหรัฐฯ
Tysen Duva ผู้ช่วยอัยการสูงสุดแผนกคดีอาญา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวว่า Jihoon Park ได้อ้างว่าจะนำเงินออม เงินเกษียณ และเงินส่วนตัวของคนในชุมชนไปลงทุน พร้อมสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูง แต่เขากลับขโมยเงินหลายล้านดอลลาร์ที่ได้รับความไว้วางใจนำมาฝากไว้ ไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตน
วีรกรรมสุดแสบ
ตามเอกสารของศาลและหลักฐานที่นำเสนอในการพิจารณาคดี Park ได้หว่านล้อมให้คนในชุมชนยินยอมมอบเงินให้เขานำไปลงทุน โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวรวมถึงประวัติการเคยทำงานกับสถาบันการเงินระดับประเทศขนาดใหญ่มาสร้างความไว้วางใจจากเหยื่อ
Park สัญญาว่าจะนำเงินไปลงทุนในช่องทางที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนสูง แต่ทั้งหมดกลับเป็นเรื่องโกหก เพราะเขาได้โอนเงินมากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากผู้เสียหายหลายรายเข้าบัญชีตัวเอง และนำเงินที่โกงมาได้นั้นไปซื้อบ้านและคริปโทเคอร์เรนซีส่วนตัว
เมื่อเหยื่อรายหนึ่งยื่นฟ้องร้องต่อศาล Park ได้ยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปให้ภรรยา พร้อมปกปิดคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะยื่นล้มละลาย พร้อมแจ้งเท็จต่อศาลว่าเขาเหลือสินทรัพย์ทางการเงินเพียง 0.34 ดอลลาร์สหรัฐ (~10 บาท) เท่านั้น และไม่มีคริปโทเคอร์เรนซีอื่นใดเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระเงินคืนแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่เป็นเหยื่อจากการฉ้อโกงของเขา แต่สุดท้ายแล้วการโกหกคำโตของ Park ก็ถูกจับได้
คำตัดสินของศาล
Park ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาฉ้อโกงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์จำนวน 3 กระทง และข้อหาฉ้อโกงในคดีล้มละลายจำนวน 2 กระทง โดยมีกำหนดการฟังคำพิพากษาลงโทษในวันที่ 10 ธันวาคม 2026
ทั้งนี้ Park อาจต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปีในข้อหาฉ้อโกงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีในข้อหาฉ้อโกงในคดีล้มละลาย ซึ่งผู้พิพากษาศาลแขวงรัฐบาลกลางจะเป็นผู้พิจารณากำหนดโทษ หลังจากไตร่ตรองตามแนวทางการลงโทษของสหรัฐฯ และปัจจัยทางกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน ครอบครัวและประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต่างต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงินอย่างแสนสาหัสเพราะอาชญากรรมของ Park ซึ่งฝ่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินของแผนกคดีอาญาเน้นย้ำว่าพวกเขาจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี เพื่อยับยั้งไม่ให้อาชญากรทำลายการดำรงชีวิตและเงินเกษียณของประชาชน
ที่มา : the street
มุมมองผู้เขียน : เคสนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแสดงให้เห็นว่าแม้คริปโทเคอร์เรนซีจะมีลักษณะนิรนามเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการสืบสวนเชิงลึกของหน่วยงานรัฐก็ยังสามารถแกะรอยเส้นทางการเงินได้ จึงเป็นสัญญาณเตือนว่ามิจฉาชีพไม่สามารถใช้คริปโตเป็นหลุมหลบภัยที่ถาวรเพื่อตบตากระบวนการยุติธรรมได้อีกต่อไป

