bitkub-banner

Donald Trump ลั่นแจกเงิน $5,000 หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้ง พร้อมขู่ถ้าเดโมแครตชนะเศรษฐกิจอาจพังได้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Donald Trump ยืนยันคำมั่นแจกเงิน $5,000 ให้ชาวอเมริกันทุกคน หากพรรครีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ หลังการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026
  • Trump กล่าวโจมตีว่าหากพรรคเดโมแครตชนะ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเผชิญปัญหาและมีการขึ้นภาษี แต่คำกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียง ไม่ใช่ข้อสรุปทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยืนยัน
  • โครงการแจกเงินของ Trump อาจใช้งบประมาณราว 1.2–1.35 ล้านล้านดอลลาร์ และยังต้องเผชิญคำถามเรื่องแหล่งเงินทุน, การอนุมัติจากสภาคองเกรส และผลกระทบต่อเงินเฟ้อ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Neutral

หากโครงการแจกเงินเกิดขึ้นจริง เม็ดเงินจำนวนมหาศาลอาจเพิ่มการใช้จ่ายและสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงบางประเภท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการ และต้นทุนที่สูงมากอาจเพิ่มความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและเงินเฟ้อ จึงยังไม่ควรมองคำมั่นนี้เป็นสัญญาณขาขึ้นของตลาดคริปโตโดยตรง

Trump ใช้เงินแจก $5,000 เป็นจุดขายก่อนเลือกตั้ง

ประธานาธิบดี Donald Trump กลับมาใช้คำมั่นแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์ให้ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทุกคนเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม โดยยืนยันว่าหากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ ประชาชนจะได้รับเงินภายใต้โครงการ “Trump Dividend” พร้อมกล่าวโจมตีว่าหากพรรคเดโมแครตชนะ เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบและประชาชนอาจต้องเผชิญการขึ้นภาษี อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการ และยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับงบประมาณที่ต้องใช้

Trump กล่าวในทำนองว่า หากเดโมแครตชนะ ประเทศจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่หากรีพับลิกันชนะ ประชาชนจะได้รับเงิน $5,000 เข้ากระเป๋า

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวที่ว่าเดโมแครตจะขึ้นภาษีและทำให้เศรษฐกิจเสียหายเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่าย Trump ในบริบททางการเมือง จึงต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของโครงการแจกเงินและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยังต้องประเมินเพิ่มเติม

แจกเงินจริงอาจใช้งบสูงถึง $1.35 ล้านล้าน

Reuters รายงานว่า หากรัฐบาลแจกเงิน $5,000 ให้ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันประมาณ 270 ล้านคน ต้นทุนของโครงการอาจสูงถึง 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่การประเมินอีกชุดหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้มีสิทธิ์ได้รับเงิน

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า รัฐบาลจะนำเงินจากที่ใดมาใช้จ่าย และจะส่งผลต่อการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ มากน้อยเพียงใด

ก่อนหน้านี้ Trump เคยกล่าวถึงรายได้จากภาษีศุลกากรว่าเป็นแหล่งเงินที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนโครงการได้ แต่รายได้จากภาษีดังกล่าวยังต่ำกว่าต้นทุนที่คาดการณ์ไว้มาก การแจกเงินจึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีเพียงเพราะประธานาธิบดีประกาศคำมั่น

ยังต้องผ่านสภาคองเกรส และอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ

แม้ Trump จะย้ำว่าโครงการสามารถดำเนินการได้ แต่ Mike Johnson ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุว่าการแจกเงินลักษณะนี้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังเตือนว่าการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอาจกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ โดยเฉพาะหากอุปทานสินค้าและบริการไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันกับความต้องการที่สูงขึ้น

หากต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อสนับสนุนโครงการ ภาระหนี้สาธารณะและต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ผลกระทบของโครงการจึงไม่ได้มีเพียงด้านบวกจากเงินที่ประชาชนได้รับ แต่ยังรวมถึงต้นทุนทางการคลังที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน


สำหรับตลาดคริปโต หากโครงการเกิดขึ้นจริงและประชาชนมีเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินบางส่วนอาจไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง Bitcoin ได้ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความต้องการซื้อในระยะหนึ่ง

แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าประชาชนจะนำเงินที่ได้รับไปลงทุนในคริปโตโดยตรง เงินส่วนใหญ่อาจถูกใช้ชำระหนี้ ค่าเช่าบ้าน หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน หากมาตรการนี้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้เช่นกัน

คำมั่นแจกเงิน $5,000 ของ Trump กลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แต่จนกว่าจะมีรายละเอียดเรื่องแหล่งเงินทุนและการอนุมัติจากสภาคองเกรส ประชาชนยังไม่ควรมองว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว ในมุมผู้เขียนเชื่อว่าหากโครงการเดินหน้าได้จริง ผลต่อ Bitcoin จะขึ้นอยู่กับว่าเงินส่วนใดไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง และตลาดตีความผลกระทบต่อเงินเฟ้อกับหนี้สาธารณะอย่างไร มากกว่าการดูเพียงตัวเลขเงินแจกที่ฟังดูน่าดึงดูด

ที่มา: Cointelegraph, Reuters, PolitiFact, Associated Press