bitkub-banner

ถือจนท้อ เปิดสาเหตุทำไม Ripple (XRP) ไม่ทำให้คนถือรวยเหมือน Bitcoin และ Ethereum

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • XRP ซื้อขายที่ราว $1.33 ต่ำกว่าจุดสูงสุดรอบปี 2017–2018 ที่ $3.55 ถึง 62.5% ขณะที่ราคา Bitcoin พุ่งสูงกว่าจุดสูงสุดปลายปี 2017 อยู่ 314% และราคา Ether พุ่งกว่า 66%
  • นักวิเคราะห์ชี้ 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ อุปทานที่เพิ่มขึ้น 63% เม็ดเงินและวอลุ่มที่ซบเซา และทิศทางการพัฒนาของ Ripple ที่ไม่ตรงกับกระแสตลาด
  • ตัวชี้วัดที่ต้องจับตาคือ ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับ Bitcoin และอัตราการปล่อยเหรียญจาก Escrow ของ Ripple

แนวโน้มส่งที่ผลกระทบต่อราคา : Neutral

ข่าวนี้เป็นการวิเคราะห์ย้อนหลัง มากกว่าการเปิดเผยปัจจัยใหม่ แต่ข้อมูลอุปทานและวอลุ่มที่อ่อนแรงยังเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อราคา ขณะที่การจบคดี SEC เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายไปแล้ว ภาพรวมจึงยังไม่เอียงไปทางใดชัดเจน

ในโลกคริปโทเคอร์เรนซี กฎเหล็กที่นักลงทุนมักปลอบใจกันเสมอเวลาตลาดแดง คือ “อดทนถือยาวเดี๋ยวก็หลุดดอย” แต่ดูเหมือนสัจธรรมข้อนี้จะใช้ไม่ได้กับสาวก XRP เหรียญใหญ่อันดับ 5 ของโลก ที่ต่อให้ถือทนข้ามผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบ 9 ปีเต็ม พอร์ตการลงทุนก็ยังคงติดลบอย่างหนัก

ปัจจุบัน XRP ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 1.33 ดอลลาร์ ซึ่งร่วงลงมากว่า 62.5% เมื่อเทียบกับยอดดอยเดิมในรอบวัฏจักรปี 2017–2018 ที่ระดับ 3.55 ดอลลาร์ แม้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ราคาจะเคยพุ่งทะลุไปแตะ 3.66 ดอลลาร์ เปิดโอกาสให้คนติดดอยยุคบุกเบิกได้หายใจหายคอช่วงสั้นๆ แต่สุดท้ายราคาก็ทุบร่วงกลับลงมาอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนที่ไม่ได้ขายทำกำไรต้องกลับไปเผชิญหน้ากับตัวเลขขาดทุนกันเหมือนเดิม

ความเจ็บปวดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อหันไปมองเหรียญอื่น ๆ ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันในปี 2017 เพราะต่อให้ตลาดคริปโทฯ ในปัจจุบันจะย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดของปี 2025 แล้วก็ตาม แต่เหรียญชั้นนำตัวอื่นก็ยังยืนเหนือยอดดอยปี 2017 ได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin (+314%), Ethereum (+66%), BNB (+2,800%) หรือแม้แต่เหรียญมีมอย่าง Dogecoin (+322%)

ทำไมการอดทนถือ XRP มานานเกือบสิบปี ถึงให้ผลตอบแทนที่สวนทางกับเหรียญใหญ่ตัวอื่นขนาดนี้? ข้อมูลวิเคราะห์ชี้เป้าไปที่ 3 ปัจจัยหลัก ๆ 

มูลค่าตลาดเท่าเดิม แต่ “เหรียญเฟ้อ” ขึ้นมหาศาล

สาเหตุแรกที่คอยกัดกินราคา XRP  แบบเงียบ ๆ คือกลไกทางเศรษฐศาสตร์ของเหรียญ หรือที่ภาษาในเทรดเดอร์เรียกกันว่า การเจือจางของมูลค่า 

นิโคไล ซอนเดอร์การ์ด นักวิเคราะห์จาก Nansen ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า นับตั้งแต่ปี 2017 ปริมาณเหรียญ XRP ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดได้เพิ่มขึ้นถึง 63% จากเดิมที่มีอยู่ 3.87 หมื่นล้านเหรียญ พุ่งขึ้นมาเป็น 6.31 หมื่นล้านเหรียญในปัจจุบัน

ตลกร้ายก็คือ หากดูที่มูลค่าตลาดรวมของ XRP ในวันนี้ เทียบกับปี 2017 จะพบว่ามันลดลงไปเพียงแค่ 3% เท่านั้น พูดง่ายๆ คือ “ขนาดโปรเจกต์ใหญ่เกือบเท่าเดิม แต่ถูกหั่นแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล”

ด้าน โอลิเวอร์ การ์ดิง จาก Tesseract Group คำนวณให้เห็นภาพชัดๆ ว่า โครงสร้างมูลค่าตลาดของ XRP ฟื้นตัวได้ดีมาก แต่การที่จำนวนเหรียญในระบบงอกเพิ่มขึ้นมาถึง 63% ได้ไปกดทับให้ราคาต่อเหรียญต้องลดต่ำลงโดยอัตโนมัติราว 39%

ความต้องการชะลอตัว กระแส ETF เงียบเหงา วอลุ่มการเทรด ต่ำกว่าคู่แข่ง

ในรอบวัฏจักรรอบนี้ พระเอกที่ช่วยดันราคาคริปโทฯ คือ เม็ดเงินสถาบันที่ไหลผ่านกองทุน Spot ETF แต่สำหรับกองทุน XRP ETF บรรยากาศกลับค่อนข้างเงียบ

ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า นับตั้งแต่เปิดตัวมาเกือบหนึ่งปี กองทุน XRP ETF ดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าสะสมได้เพียงแค่ 1.8 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบไม่ติดกับฝั่ง Bitcoin ETF ที่ในวันพีคๆ เพียงวันเดียวก็มีเงินไหลเข้าทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว

เมื่อฝั่งสถาบันไม่คึกคัก ฝั่งนักเทรดรายย่อยในกระดานก็เริ่มหมดไฟตาม ข้อมูลจาก Nansen ชี้ว่า ปริมาณการเทรดในตลาด Spot ของ XRP หดตัวลงถึง 53.5% ส่วนตลาดฟิวเจอรสวอลุ่มหายไป 44% และจำนวนกระเป๋าเงินที่มีการเคลื่อนไหวใช้งานจริง ก็ลดลงไปอีก 10.7% สะท้อนว่าความสนใจในการเก็งกำไรกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

แผลเก่าจากคดี ก.ล.ต. และการเดินเกมที่ไม่ตรงจริตสายเก็งกำไร

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้ XRP เสียจังหวะครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์คือ มหากาพย์คดีความกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2020 กว่าที่คดีจะจบลงอย่างสมบูรณ์ด้วยการถอนอุทธรณ์และยอมจ่ายค่าปรับ 125 ล้านดอลลาร์ ก็ปาเข้าไปเดือนสิงหาคม 2025

ราคาที่ต้องจ่ายจากคดีนี้คือ ช่วงตลาดกระทิงใหญ่ปี 2021 ที่เหรียญอื่นพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่กันอย่างบ้าคลั่ง XRP กลับถูกกระดานเทรดยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase สั่งระงับการซื้อขายเพื่อเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย ส่งผลให้เหรียญต้อง “ตกรถ” ขบวนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ ทิศทางการทำธุรกิจของบริษัทแม่อย่าง Ripple ยังมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานการโอนเงินข้ามพรมแดนระดับองค์กร สินเชื่อการค้า และการปั้นเหรียญ Stablecoin ของตัวเองอย่าง RLUSD มากกว่าการลงไปเล่นกับกระแสที่ดึงดูดเม็ดเงินเก็งกำไรของรายย่อยอย่าง DeFi, AI หรือ Memecoins ทำให้ XRP ขาดสตอรี่ใหม่ๆ ที่จะจุดพลุดึงดูดนักเก็งกำไรในตลาด

สัญญาณไหนที่จะชี้ชะตา XRP ต่อจากนี้ ?

แม้ภาพรวมจะดูน่าอึดอัดสำหรับคนถือยาว แต่ โอลิเวอร์ การ์ดิงชี้ให้เห็นความเป็นจริงของตลาดคริปโทฯ ว่า XRP ไม่ใช่ผู้แพ้เพียงรายเดียว เพราะถ้ากางรายชื่อเหรียญ Top 10 เมื่อปี 2018 ออกมาดู จะพบว่ามีอีกถึง 6 เหรียญที่อาการหนักและราคาร่วงลึกยิ่งกว่า XRP เสียอีก

สำหรับนักลงทุนที่ยังถือเหรียญนี้อยู่ หรือกำลังคิดจะเข้าสะสม การดูกราฟราคาเทียบดอลลาร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้คือ กราฟราคา XRP เทียบกับ Bitcoin (XRP/BTC) ควบคู่ไปกับ อัตราการปลดล็อกเหรียญออกจากบัญชี Escrow ของ Ripple

หากในอนาคต Ripple ชะลอการปล่อยเหรียญใหม่เข้าสู่ระบบแล้ว แต่ราคา XRP ก็ยังคงทำผลตอบแทนแพ้ Bitcoin นั่นจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่า ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่เหรียญเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความต้องการซื้อ ของตลาดที่กำลังเสื่อมถอยลงอย่างแท้จริง

ที่มา : coindesk


มุมมองผู้เขียน : การจบคดี SEC ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่กองทุน XRP ETF ที่มีเงินลงทุนไหลเข้าเพียง 1.8 พันล้านดอลลาร์ในเกือบหนึ่งปี บอกเราว่า นักลงทุนสถาบันยังไม่ตื่นเต้นกับเหรียญ XRP เท่าที่ตลาดคาดหวัง หากอยากเห็นราคา  XRP ทะลุกรอบเดิม Ripple คงต้องหาตัวเร่งใหม่ที่ทำให้เงินทุนเปลี่ยนมาสนใจเหรียญนี้มากขึ้น