bitkub-banner

Andreessen Horowitz ตัด Crypto ออกจากชื่อกองทุนบล็อกเชน เปลี่ยนเป็น ‘a16z Frontier’

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • a16z รีแบรนด์กองทุนคริปโทจาก “a16z Crypto” เป็น “a16z Frontier” ขยายการลงทุนไปยัง AI หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ
  • กองทุนมูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤษภาคม จะได้รับการปรับขอบเขตและเป้าหมายการลงทุนใหม่ตามยุทธศาสตร์นี้ด้วย โดยมี Chris Dixon รับหน้าที่เป็นผู้นำทีมเช่นเดิม ขณะที่ Ali Yahya ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์รุ่นแรกกำลังเตรียมตัวลาออกเพื่อไปลุยสร้างสตาร์ทอัปของตัวเอง
  • a16z ยืนยันว่า จะยังสนับสนุนสตาร์ทอัปคริปโทและผลักดันนโยบายกำกับดูแลต่อไป

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

การรีแบรนด์ครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ได้ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดคริปโทฯ ในทันที โดย a16z ยังคงยืนยันที่จะสนับสนุนสตาร์ทอัปในกลุ่มนี้ต่อไป ที่น่าจับตาคือ สัดส่วนเงินลงทุนที่อาจถูกกระจายไปยังกลุ่ม AI และหุ่นยนต์มากขึ้น ซึ่งอาจลดทอนแรงหนุนจากเม็ดเงิน VC ที่เคยโฟกัสเฉพาะคริปโทฯ ล้วนลงไปบ้าง

Andreessen Horowitz (a16z) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ Venture Capital ได้ประกาศรีแบรนด์กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลชื่อดังของตนเอง จากเดิม “a16z Crypto”  ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 สู่ชื่อใหม่ “a16z Frontier” พร้อมขยายขอบเขตการลงทุนจากการมุ่งเน้นเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล ไปสู่สตาร์ทอัปด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ

โดยการรีแบรนด์ครั้งนี้ ส่งผลให้กองทุนมูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนพฤษภาคม มีขอบเขตการลงทุนที่กว้างขวางขึ้น นำทีมบริหารโดย Chris Dixon ร่วมกับ Marc Andreessen, Ben Horowitz, Eddy Lazzarin และ Guy Wuollet 

ทั้งนี้ a16z ยืนยันว่า จะยังคงสนับสนุนสตาร์ทอัปสายคริปโท และผลักดันนโยบายการกำกับดูแลคริปโทต่อไป 

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว The Information รายงานว่า Ali Yahya หนึ่งในพาร์ตเนอร์รุ่นแรกที่ทำงานในทีมคริปโท มาตั้งแต่ปี 2017 เตรียมจะลาออก เพื่อไปก่อตั้งสตาร์ทอัปของตนเอง

เส้นแบ่งที่เลือนราง และเบื้องหลังการกระจายความเสี่ยงของกองทุนชั้นนำ

Chris Dixon อธิบายผ่านบทความบนแพลตฟอร์ม X ว่า ในปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากที่นำบล็อกเชนไปประยุกต์ใช้งานอยู่เบื้องหลัง ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง บริษัทคริปโท กับธุรกิจทั่วไปเริ่มเลือนรางลง จนป้ายกำกับคำว่า คริปโทมีความสำคัญน้อยลง 

ก่อนหน้านี้ กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง a16z ได้เริ่มกระจายความเสี่ยงและขยายการลงทุนข้ามสายอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้นำในการระดมทุนระยะเริ่มต้น มูลค่า 33 ล้านดอลลาร์ให้กับ Ornn ผู้พัฒนาเครื่องมือทางการเงิน สำหรับตลาดประมวลผล AI หรือการเข้าไปร่วมลงทุนในแพลตฟอร์มตลาดการคาดการณ์อย่าง Kalshi

ทิศทางการเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับกองทุนคริปโทฯ ระดับแถวหน้าแห่งอื่นๆ ในวงการเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Paradigm ที่เปิดตัวกองทุนมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อรุกเข้าสู่ตลาด AI และหุ่นยนต์ 

รวมถึง Haun Ventures ที่ระดมทุนได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ และระบบเศรษฐกิจของ AI Agents ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันกำลังมุ่งหน้าสู่การผสานเทคโนโลยีคริปโทฯ และ AI เข้าด้วยกันอย่างจริงจัง

พลิกประวัติศาสตร์ 8 ปี จากผู้บุกเบิกคริปโทสู่ยุคเทคโนโลยีพรมแดนใหม่

นับตั้งแต่เปิดตัวกองทุนแรก มูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ในปี 2018 ทาง a16z Crypto ได้ระดมทุนผ่าน 5 กองทุน คิดเป็นมูลค่ารวมมหาศาลกว่า 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงกองทุนยักษ์ใหญ่ขนาด 4.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022 พร้อมสร้างผลงานด้วยการปั้นโปรเจกต์ชั้นนำของวงการอย่าง Uniswap และ Anchorage Digital มาแล้ว

การรีแบรนด์สู่ชื่อ “a16z Frontier” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านทิศทางครั้งสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะแม้ว่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โฆษกของบริษัทจะเคยยืนยันกับสื่อใหญ่อย่าง Fortune ว่า กองทุนที่ 5 นี้จะทุ่มเงินลงทุนในกลุ่มผู้ประกอบการคริปโทฯ แบบ 100% เต็ม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเปิดรับ และคว้าโอกาสการเติบโตในเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งอนาคตตามกระแสโลกยุคปัจจุบัน

ที่มา : fortune


มุมมองผู้เขียน : การถอดคำว่า Crypto ออกจากชื่อกองทุนไม่ได้แปลว่า a16z ทิ้งวงการนี้ แต่เป็นการยอมรับว่าคริปโทกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แทรกอยู่ในธุรกิจอื่นแล้ว ขณะที่เม็ดเงินกำลังไหลไปหา AI และหุ่นยนต์มากกว่า