สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ร่วง 5.40% ลงมาอยู่ที่ $76,761 ในวันที่ 30 ต.ค. หลุดระดับจิตวิทยา $80,000 และ $77,000 ภายในสัปดาห์เดียว โดย 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาราคาแกว่งระหว่าง $76,443 ถึง $81,840
- ปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 1.42 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าปกติหลายเท่า สะท้อนแรงขายที่หนาแน่นและอาจกระทบ Altcoin และโปรโตคอล DeFi ต่อเนื่อง
- สิ่งที่ต้องจับตาคือว่า Bitcoin จะยืนอยู่ในกรอบ $77,000 ถึง $86,500 ที่ทรงตัวมาราว 10 สัปดาห์ได้หรือไม่ และ Altcoin จะเคลื่อนไหวตามหรือเป็นอิสระ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ราคาหลุดระดับจิตวิทยาด้วยปริมาณซื้อขายสูงผิดปกติ และเป็นการปิดใกล้จุดต่ำสุดของสัปดาห์ ซึ่งสะท้อนว่าแรงขายยังมีอำนาจเหนือแรงซื้อในระยะสั้น ภาพรวมจึงเป็นลบทั้งต่อ Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวม
ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลง 5.40% มาอยู่ที่ $76,761 ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 หลังจากหลุดระดับจิตวิทยา $80,000 ไปเมื่อเช้า โดยในรอบ 24 ชั่วโมง ราคาลดลง 4.21% เคลื่อนไหวระหว่างจุดสูงสุด $81,840 และจุดต่ำสุด $76,443 ขณะที่มูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 1.54 ล้านล้านดอลลาร์ และปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 1.42 แสนล้านดอลลาร์
การร่วงครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Bitcoin เพราะเมื่อเหรียญเรือธงที่เป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดถูกเทขายด้วยปริมาณหนาแน่น เหรียญอื่นในระบบนิเวศมักถูกดึงลงตามไปด้วย บทความนี้จึงมองการเคลื่อนไหวรอบนี้ทั้งในมุมของ Bitcoin เองและผลกระทบต่อ Altcoin กับภาคส่วน DeFi
Bitcoin ร่วงหลุดหลายระดับสำคัญในสัปดาห์เดียว
ภาพรวมระยะยาว Bitcoin อยู่ในแนวโน้มขาลงมาตั้งแต่ทำจุดสูงสุดใกล้ $110,000 ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ก่อนลงไปทำจุดต่ำสุดใกล้ $58,600 ในช่วงกลางปี 2569 จากนั้นฟื้นตัวแรงสู่ $86,600 ในช่วงฤดูร้อนจนเกิดการเคลื่อนไหวในกรอบกว้างราว $77,000 ถึง $86,600 ประมาณ 10 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการพักตัวท่ามกลางโครงสร้างขาลงใหญ่
ในระยะสั้น ราคาทำจุดสูงสุดต่ำลงเรื่อยมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ก่อนหลุด $80,000 เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ด้วยปริมาณซื้อขายราว 1.19 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปกติ 3 ถึง 4 เท่า กราฟ 4 ชั่วโมงแสดงการร่วงแรงราว 4% จาก $80,800 ลงมาที่ $77,800 ตามด้วยการเด้งกลับที่อ่อนแรงและการปิดที่ระดับต่ำสุดของสัปดาห์ ขณะนี้ราคาอยู่ในบริเวณก้นกรอบที่ทรงตัวมาหลายสัปดาห์
ลักษณะที่ควรสังเกตคือการหลุดเกิดพร้อมปริมาณซื้อขายหนาแน่น ซึ่งโดยทั่วไปบ่งชี้ว่ามีการเทขายและการล้างพอร์ตเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีปัจจัยพื้นฐานชัดเจนเพียงตัวเดียวที่อธิบายการร่วงรอบนี้ได้ทั้งหมด จึงต้องรอดูข้อมูลเงินทุนไหลเข้าออกกองทุน ETF และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกอบ
ผลกระทบต่อ Altcoin และการหมุนเวียนของเงินทุน
ในภาวะที่ Bitcoin ร่วงแรง ประวัติศาสตร์ตลาดคริปโตมักแสดงให้เห็นว่า Altcoin ที่มีสภาพคล่องต่ำและมีค่าความผันผวนสูงมักปรับตัวลงแรงกว่า Bitcoin เพราะนักลงทุนมักลดความเสี่ยงโดยออกจากสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่าก่อน เหรียญกลุ่มขนาดกลางและเล็กจึงเป็นกลุ่มที่เปราะบางในช่วงเทขายหนาแน่นเช่นนี้
สัดส่วนของ Bitcoin ในตลาดรวม
ความเคลื่อนไหวของดัชนีสัดส่วน Bitcoin (Bitcoin Dominance) เป็นตัวชี้วัดที่ควรจับตา หากเงินทุนไหลกลับเข้า Bitcoin หรือสเตเบิลคอยน์ในช่วงตลาดผันผวน สัดส่วนของ Bitcoin อาจเพิ่มขึ้นแม้ราคาเป็นลบ เพราะ Altcoin ลดลงมากกว่า ในทางกลับกัน หาก Bitcoin เองถูกเทขายอย่างหนัก เงินบางส่วนอาจออกจากตลาดคริปโตไปเลย ซึ่งจะกดดันทั้งระบบนิเวศ
เหรียญกลุ่มไหนที่เสี่ยงถูกกระทบ
Ethereum ซึ่งเป็น Altcoin มูลค่าตลาดสูงสุดมักเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับ Bitcoin อย่างใกล้ชิด ส่วนเหรียญเลเยอร์ 1 คู่แข่งอย่าง Solana และเหรียญกลุ่มมีม ซึ่งมีนักเทรดระยะสั้นเข้าออกถี่ มักไวต่อการเปลี่ยนทิศของตลาดมากเป็นพิเศษ ขณะที่สเตเบิลคอยน์เป็นกลุ่มเดียวที่ไม่ผันผวนตามราคา แต่ปริมาณสเตเบิลคอยน์ที่ไหลเข้าออกกระดานเทรดสะท้อนความระมัดระวังของตลาดได้ดี
DeFi และระบบนิเวศ ราคาตกกระทบมูลค่าที่ล็อกในโปรโตคอล
ภาคส่วน DeFi ผูกกับราคาสินทรัพย์คริปโตอย่างใกล้ชิดผ่านมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกในโปรโตคอล (TVL) เมื่อราคาเหรียญหลักที่ใช้เป็นหลักประกันร่วงลง มูลค่า TVL ในหน่วยดอลลาร์จะลดลงโดยอัตโนมัติ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้ถอนเงินออกก็ตาม ขณะเดียวกัน ราคาที่ลดลงอาจทำให้ตำแหน่งกู้ยืมที่ใช้ระดับหลักประกันตึงตัวเข้าใกล้ราคาล้างพอร์ต
กิจกรรมบนโปรโตคอลกู้ยืมและกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์มักเพิ่มขึ้นชั่วคราวในช่วงตลาดผันผวน เพราะมีทั้งการล้างพอร์ตและการปรับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงลึกของ TVL และปริมาณธุรกรรมของแต่ละโปรโตคอลในวันนี้ยังต้องรอการรวบรวมจากแหล่งข้อมูลออนเชนก่อนจึงจะสรุปผลได้ชัดเจน
ในมุมเรื่องเล่าของตลาด การที่ Bitcoin กลับมาทดสอบก้นกรอบอีกครั้งอาจกดดันกระแสความสนใจต่อโครงการใหม่ ๆ ที่ต้องอาศัยสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของตลาดเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่โครงการที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจริงอาจถูกจับตาเป็นพิเศษว่าทนต่อภาวะตลาดขาลงได้หรือไม่
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของวันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข 5.40% แต่เป็นการที่ Bitcoin หลุดระดับจิตวิทยา $80,000 พร้อมปริมาณซื้อขายที่สูงกว่าปกติหลายเท่า เพราะนั่นมักเป็นสัญญาณว่ามีคนจำนวนมากเปลี่ยนมุมมองพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงเสียงรบกวนระหว่างวัน
สำหรับคนที่ถือ Altcoin หรือใช้งานโปรโตคอล DeFi อยู่ สิ่งที่ผมคิดว่าควรสังเกตคือความสัมพันธ์ระหว่างราคา Bitcoin กับเหรียญที่ตัวเองถืออยู่ ว่าเคลื่อนไหวตามกันหรือแยกตัวออกไป รวมถึงสัดส่วนของ Bitcoin ในตลาดรวมและปริมาณสเตเบิลคอยน์บนกระดานเทรด ซึ่งช่วยบอกได้ว่าเงินกำลังหนีออกจากตลาดหรือแค่หมุนเวียนภายใน
อีกเรื่องที่ควรจับตาคือการที่ตลาดอยู่ในกรอบกว้างมานานราว 10 สัปดาห์ การทดสอบก้นกรอบครั้งนี้จะบอกเราว่ากรอบนี้เป็นเพียงการพักตัวหรือเป็นแค่ช่วงพักก่อนแรงขายรอบใหม่ ทั้งสองกรณียังเป็นไปได้ และผมคิดว่าการติดตามข้อมูลเงินไหลเข้าออกกองทุน ETF และท่าทีของ Fed น่าจะให้ภาพที่ชัดกว่าการเดาจากกราฟอย่างเดียว
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI
