bitkub-banner

Next Technology อนุมัติขาย 5,833 BTC มูลค่า 450 ล้านดอลลาร์ ห่วงภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมและความปลอดภัย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Next Technology Holding (NASDAQ: NXTT) ไฟเขียวให้บริษัทขายหรือใช้ Bitcoin ที่ถือครองทั้งหมด 5,833 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 450 ล้านดอลลาร์
  • บริษัทอ้างถึงเหตุแฮ็ก Binance ความเสี่ยงจากการโจมตีแพลตฟอร์มซื้อขาย และภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่อาจกระทบระบบเข้ารหัสของ Bitcoin
  • อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นเพียงการอนุมัติให้ดำเนินธุรกรรม ไม่ใช่การยืนยันว่าขาย Bitcoin ทั้งหมดแล้ว โดย CEO จะเป็นผู้กำหนดเวลา, ราคาและจำนวนที่จะขายหรือใช้เป็นหลักประกัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Bearish

หาก Next Technology ตัดสินใจขาย Bitcoin ทั้ง 5,833 BTC จริง ก็อาจสร้างแรงขายเพิ่มเติมให้ตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนกำลังระมัดระวังความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหลังเหตุแฮ็ก Binance อย่างไรก็ตาม โวลุมดังกล่าวยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางตลาด Bitcoin ได้ด้วยตัวเอง และหากบริษัทเลือกใช้ BTC เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินแทนการขาย ก็จะไม่มีแรงขายทันทีจากธุรกรรมดังกล่าว

อนุมัติขาย 5,833 BTC แต่ยังไม่กำหนดวันขาย

ตามประกาศของบริษัท Next Technology ระบุว่า คณะกรรมการบริหารมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จำหน่ายหรือใช้ Bitcoin ที่ถือครองอยู่เป็นหลักประกันเพื่อจัดหาเงินทุน โดยสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ได้แก่ ขาย Bitcoin โดยตรงผ่านกระดานเทรดคริปโต, เจรจาขายแบบ Block Trade ให้กับผู้ซื้อรายใหญ่โดยตรงและใช้ Bitcoin เป็นหลักประกันในการจัดหาเงินทุนหรือกู้ยืม

ขณะเดียวกัน Weihong Liu ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทได้รับอำนาจในการกำหนดช่วงเวลา, ราคา, ปริมาณและจำนวน Bitcoin ที่จะดำเนินการในแต่ละรอบ รวมถึงเจรจากับผู้ซื้อและคู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง

บริษัทไม่ได้เปิดเผยกำหนดการขายหรือจำนวนที่จะขายในแต่ละครั้ง และย้ำว่าไม่มีการรับประกันว่าธุรกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด

เหตุแฮ็ก Binance และภัยควอนตัมเป็นปัจจัยสำคัญ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการตัดสินใจทบทวนการถือครอง Bitcoin คือเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่ Binance รายงานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าประมาณ 6.3 พันล้านดอลลาร์

แม้ Next Technology จะยืนยันว่า Bitcoin ทั้งหมดของบริษัทไม่ได้ถูกเก็บไว้บน Binance หรือผ่านบริการของ Binance แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทต้องกลับมาประเมินความเสี่ยงจากการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์และแพลตฟอร์มซื้อขายต่าง ๆ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งอาจมีความสามารถในการทำลายระบบเข้ารหัสที่ใช้ปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลได้ หากเทคโนโลยีพัฒนาไปถึงระดับที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

รายงานจาก Reuters เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า บริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตกำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว หลังงานวิจัยบางส่วนประเมินว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความสามารถสูงอาจเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่สามารถถอดรหัสระบบเข้ารหัสของ Bitcoin ได้จริงยังไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

ด้าน Glassnode เคยประเมินว่า Bitcoin ประมาณ 6.04 ล้าน BTC หรือ 30.2% ของอุปทานที่ออกมาแล้ว มีการเปิดเผย Public Key บนบล็อกเชนในลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากควอนตัม แต่การเปิดเผย Public Key ไม่ได้หมายความว่าเหรียญเหล่านั้นถูกแฮ็กได้ทันที เพราะยังต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความสามารถเพียงพอในการโจมตีระบบเข้ารหัสเสียก่อน

บริษัทถือ Bitcoin มากกว่ามูลค่าตลาดหุ้นหลายสิบเท่า

ข้อมูลจากรายงาน Form 10-Q ที่บริษัทยื่นต่อ SEC สำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ระบุว่า Next Technology ถือครอง Bitcoin จำนวน 5,833 BTC โดยมีต้นทุนรวมประมาณ 183.07 ล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าตามบัญชี ณ วันดังกล่าวประมาณ 351.51 ล้านดอลลาร์

Bitcoin ส่วนใหญ่ที่บริษัทถือครองมาจากการซื้อ 5,000 BTC ในปี 2025 ด้วยมูลค่าประมาณ 158.08 ล้านดอลลาร์ ส่วนอีก 833 BTC ถูกซื้อในปี 2023 ด้วยต้นทุนประมาณ 24.99 ล้านดอลลาร์

สิ่งที่น่าสนใจคือ CoinDesk รายงานว่ามูลค่าตลาดหุ้นของ Next Technology อยู่ที่ประมาณ 7.8 ล้านดอลลาร์ ณ ราคาปิดวันที่ 30 ตุลาคม ขณะที่ Bitcoin ที่บริษัทถือครองมีมูลค่าประมาณ 449 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่ามูลค่าตลาดหุ้นของบริษัทกว่า 50 เท่า

อย่างไรก็ตาม CoinDesk ยังตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้รับฝากสินทรัพย์สถาบันที่ดูแล Bitcoin ทั้งหมด และเอกสารที่ตรวจสอบยังไม่มี Wallet Address สำหรับให้บุคคลภายนอกตรวจสอบยอดถือครองบนบล็อกเชนได้โดยตรง


ท้ายที่สุด การอนุมัติให้ Next Technology สามารถขายหรือใช้ Bitcoin ทั้ง 5,833 BTC เป็นหลักประกันถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นปัจจัยที่บริษัทถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง

ส่วนตัวมองว่าตลาดไม่ควรรีบตีความข่าวนี้ว่าเป็นสัญญาณว่าบริษัทใหญ่กำลังเทขาย Bitcoin เพราะยังไม่มีการยืนยันการขายจริง และบริษัทอาจเลือกใช้ BTC เป็นหลักประกันแทนก็ได้ แต่หากมีการขายออกมาทั้งหมดจริง ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้นได้ ส่วนประเด็นควอนตัม แม้จะเป็นความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมต้องเตรียมรับมือ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่บ่งชี้ว่า Bitcoin กำลังจะถูกถอดรหัสได้ในเร็ว ๆ นี้

ที่มา : Coin Bureau, Next Technology Holding, CoinDesk, SEC, Reuters