สรุปข่าว
- ผลสำรวจจาก Bloomberg เผยว่านักลงทุนมองว่าชัยชนะของพรรครีพับลิกันมีโอกาสช่วยให้ Bitcoin มีลุ้นกลับไปยืนเหนือ 100,000 ดอลลาร์ได้มากที่สุด
- ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของร่างกฎหมาย CLARITY Act เนื่องจากท่าทีต่อต้านและความเห็นที่ไม่ตรงกันในหลายประเด็น
- หากรีพับลิกันครองสภา นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าดัชนี S&P 500 จะเติบโตต่อเนื่องหรือเร่งตัวขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ : Neutral
ผลสำรวจของ Bloomberg จากนักลงทุน 301 รายสะท้อนให้เห็นว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยชี้วัดทิศทางสำคัญของราคา Bitcoin, ตลาดหุ้น S&P 500 และร่างกฎหมายคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง CLARITY Act โดยชัยชนะของพรรครีพับลิกันถูกมองว่าเป็นผลเชิงบวกต่อตลาดคริปโทฯ มากที่สุด ในขณะที่ชัยชนะของเดโมแครตอาจทำให้ตลาดเติบโตช้าลงหรือเผชิญแรงกดดัน
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาของคริปโทฯ โดยตรง ขณะที่ Bloomberg ได้จัดทำผลสำรวจกับนักลงทุน 301 ราย เพื่อค้นหาคำตอบว่าผลต้องออกมาอย่างไร Bitcoin ถึงจะกลับไปยืนเหนือหลักแสนดอลลาร์
รีพับลิกันอาจแพ้ศึก
ปัจจุบันผลโพลหลายสำนักต่างมองว่าเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภา โดยตัวของทรัมป์เองก็เริ่มมีการส่งสัญญาณว่าพรรคของเขาเองก็อาจจะพ่ายแพ้ในศึกนี้
ส่วนการสำรวจของ Bloomberg ชี้ว่าหากพรรคเดโมแครตครองสภา ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 71% คาดว่า Bitcoin จะปิดสิ้นปีด้วยราคาที่ลดลง หากเกิดภาวะสภาแบ่งฝ่าย (Split Congress) มีผู้คาดการณ์ว่าราคาจะลดลง 47% และหากรีพับลิกันชนะแบบเบ็ดเสร็จมีเพียง 27% ที่คาดว่าราคาจะลดลง
สิ่งนี้หมายความว่า หาก Bitcoin จะฟื้นตัว พรรครีพับลิกันก็จำเป็นที่จะต้องครองเสียงข้างมากในสภาต่อไป โดยกลุ่มตัวอย่างกว่า 29% เชื่อมั่นว่าราคาจะฟื้นตัวได้หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ต่างกับกลุ่มตัวอย่าง 8% ที่เชื่อว่าราคาจะยังกลับไปหลักแสนก่อนสิ้นปีแม้เดโมแครตจะคว้าชัย
ชัยชนะของรีพับลิกันอาจยังไม่เพียงพอที่จะดันราคาไปถึง $100,000
แม้ในสถานการณ์ที่เป็นบวกที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 70% ยังคงมองว่า Bitcoin จะไม่สามารถข้ามผ่านระดับ $100,000 ไปได้ ซึ่งระดับดังกล่าวสูงกว่าราคาในปัจจุบันประมาณ 20%
สำหรับกรณีที่ราคาจะร่วงต่ำกว่า $60,000 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังคงไม่มีความคิดเช่นนั้น โดยให้น้ำหนักความน่าจะเป็นไว้ที่ 16% หากเดโมแครตชนะ และ 5% หากรีพับลิกันชนะ

อย่างไรก็ตามผลโพลนี้ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามสมัครใจเข้าร่วมผ่านลิงก์ของ Bloomberg ระหว่างวันที่ 2 ถึง 17 ตุลาคม และผลลัพธ์ไม่ได้มีการถ่วงน้ำหนักตามสถิติ
ความสัมพันธ์ต่อร่างกฎหมาย Clarity Act
ร่างกฎหมายใดก็ตามที่ยังคงค้างอยู่เมื่อสภาคองเกรสชุดนี้สิ้นสุดลงในเดือนมกราคมจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ CLARITY Act เองก็เป็นอีกหนึ่งร่างกฎหมายที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลการเลือกตั้ง ซึ่งการผลักดันร่างกฎหมายครั้งต่อไปตกเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ที่จะได้รับเลือกตั้งในวันอังคารนี้
กล่าวคือถ้าหากเดโมแครตชนะโอกาสที่ CLARITY Act จะถูกกลับมาหารือก็จะยิ่งลดลงมิหนำซ้ำทางพรรคเองก็ยังคงมีท่าทีต่อต้านกฎหมายดังกล่าวเนื่องจากเจรจาไม่ลงตัวในเรื่องของการหาผลประโยชน์ด้วยคริปโทฯ ของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในกรณีนี้
นักลงทุนคาดหวังอะไรต่อตลาดหุ้นและพันธบัตร?
นอกเหนือจาก Bitcoin แล้ว หากพรรครีพับลิกันได้ครองสภา 65% คาดว่าดัชนี S&P 500 จะเติบโตเร็วขึ้นหรือรักษาอัตราการเติบโตในปัจจุบันไว้ได้ แต่หากเป็นเดโมแครต 63% คาดว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงหรือเปลี่ยนเป็นขาดทุน
ทั้งนี้ ตลาดพันธบัตรสะท้อนภาพตรงกันข้าม โดยมากกว่าครึ่งคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้นภายใต้การบริหารของเดโมแครต
ขณะที่มีเพียง 26% เท่านั้นที่คาดว่าจะเกิดสิ่งนี้หากรีพับลิกันชนะ อย่างไรก็ตาม 55% ระบุว่าไม่มีผลการเลือกตั้งแบบใดที่จะกดดันให้พวกเขาพิจารณาขายสินทรัพย์ออกไป
ที่มา : Beincrypto
มุมมองผู้เขียน: ผลการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางนโยบายคริปโทเคอร์เรนซีในสหรัฐฯ เนื่องจากผลลัพธ์ไม่เพียงแต่กำหนดว่า Bitcoin จะไปถึงเป้าหมาย 100,000 ดอลลาร์หรือไม่ แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญว่าร่างกฎหมายกำกับดูแลอุตสาหกรรมจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ภายใต้สมาชิกรัฐสภาชุดใหม่

