สรุปข่าว
- Binance, Bybit และ Bitget ถูกแฮกผ่านช่องโหว่ในระบบอนุมัติธุรกรรม ทำให้แฮกเกอร์สั่งโอนสินทรัพย์ออกไปได้โดยไม่ต้องขโมย Private Key โดยตรง
- Coinbase ใช้เทคโนโลยี MPC แบ่ง Private Key ออกเป็นหลายส่วน และจัดเก็บแยกกัน ทำให้การเจาะอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียวไม่เพียงพอที่จะเข้าถึงกุญแจทั้งหมด
- ที่สำคัญ Coinbase ยังพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยเอง ลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการโจมตี Bybit และ Bitget
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Binance, Bybit และ Bitget ถูกแฮกเกอร์โจมตีผ่านช่องโหว่ในระบบภายในและขั้นตอนอนุมัติธุรกรรม จนสูญเสียสินทรัพย์รวมกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ โดยไม่จำเป็นต้องรอถูกขโมย Private Key ส่วน Coinbase ใช้เทคโนโลยี MPC แบ่ง Private Key ออกเป็นหลายส่วน พร้อมพัฒนาซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่สำคัญเอง ทำให้การเจาะอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียวไม่สามารถทำให้แฮกเกอร์ควบคุมสินทรัพย์ได้ แม้ระบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่า Coinbase จะไม่ถูกโจมตี
คริปโทเคอร์เรนซีมูลค่ากว่า 8 พันล้านดอลลาร์ ถูกขโมยออกไปจากกระดานเทรดยักษ์ใหญ่ 3 แห่งภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ทั้ง Binance, Bybit และ Bitget ต่างตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ และสิ่งที่น่าตกใจคือ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องขโมยกุญแจ Private Key เพื่อเอาเงินออกจากกระดานเทรดเลยด้วยซ้ำ
กรณีของทั้ง 3 แพลตฟอร์มแสดงให้เห็นว่า แฮกเกอร์สามารถค้นหาช่องโหว่ในระบบภายในของกระดานเทรด แล้วหลอกให้พนักงาน หรือตัวระบบของกระดานเทรดเองอนุมัติธุรกรรมที่เป็นอันตรายได้ เมื่อผ่านการอนุมัติ เงินก็ถูกส่งออกไป แม้ Private Key จะไม่ได้หลุดไปถึงมือแฮกเกอร์ก็ตาม
แต่มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในเมื่อกระดานเทรดระดับโลกหลายรายถูกโจมตี แล้วทำไมถึงยังไม่เคยมีรายงานว่า Coinbase ถูกแฮกเงินออกไปได้สำเร็จ ?
สิ่งที่ทำให้ Coinbase แตกต่างจากทั้ง 3 กระดานเทรดคือ การใช้เทคโนโลยี Multi-Party Computation (MPC) ซึ่งแบ่ง Private Key ออกเป็นหลายส่วน และจัดเก็บไว้บนคอมพิวเตอร์คนละเครื่อง ทำให้ไม่มีอุปกรณ์เครื่องใดเลยที่ถือครองกุญแจฉบับสมบูรณ์
Greg Tusar ประธานร่วมของ Coinbase Institutional เคยอธิบายระบบนี้ไว้ในปี 2025 ว่า Private Key ฉบับสมบูรณ์จะไม่ถูกจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ทั้งในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน และระหว่างการลงนามธุรกรรม
กล่าวคือ ต่อให้แฮกเกอร์เจาะคอมพิวเตอร์ได้หนึ่งเครื่อง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ Private Key ทั้งหมดไปด้วย เพราะกุญแจถูกแบ่งเก็บไว้หลายแห่ง
นอกจากนี้ Coinbase ยังระบุว่า บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบรักษาความปลอดภัยที่สำคัญขึ้นมาเอง ต่างจากกรณีของ Bybit และ Bitget ที่มีผลิตภัณฑ์จากผู้ให้บริการภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับการโจมตี
Zeeme นักวิจัยคริปโทฯ อธิบายว่า แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มักเก็บสินทรัพย์จำนวนมหาศาลไว้ใน Hot Wallet เพียงไม่กี่ใบ เพื่อให้ลูกค้าถอนเงินอย่างได้รวดเร็ว แต่ Coinbase เลือกใช้วิธีที่แตกต่างออกไป โดยนำเทคโนโลยี MPC มาใช้แบ่ง Private Key ออกเป็นหลายส่วน และกระจายเก็บไว้บนอุปกรณ์ที่แยกจากกัน ทำให้ไม่มีอุปกรณ์เครื่องใดถือครองกุญแจฉบับสมบูรณ์
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ Coinbase ถือครองสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 103,310 ล้านดอลลาร์ กระจายอยู่ในที่อยู่กระเป๋าเงินกว่า 69.8 ล้านแห่ง ต่างจาก Binance ที่แฮกเกอร์สามารถเจาะแล็ปท็อปของทีม DevOps ในเดือนตุลาคม 2026 ก่อนเข้าควบคุมการลงนามธุรกรรมจาก Hot Wallet และขโมยสินทรัพย์มูลค่า 6.36 พันล้านดอลลาร์ได้ภายใน 20 นาที
หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันกับ Coinbase การเจาะคอมพิวเตอร์ของวิศวกรเพียงเครื่องเดียวจะไม่ทำให้แฮกเกอร์ได้ Private Key ทั้งหมดไป เพราะสิ่งที่ได้มีเพียงส่วนหนึ่งของกุญแจเท่านั้น
Coinbase ถือ Bitcoin เกือบ 1 ล้าน BTC
เหตุผลที่ระบบรักษาความปลอดภัยของ Coinbase มีความสำคัญมากขึ้นไปอีก มาจากจำนวนสินทรัพย์ที่บริษัทดูแลอยู่ โดยข้อมูลจาก Arkham ระบุว่า กระเป๋าเงินของ Coinbase ถือครอง Bitcoin ประมาณ 959,000 BTC กระจายอยู่ในที่อยู่กระเป๋าเงินกว่า 69.8 ล้านแห่ง คิดเป็นมูลค่าราว 7.47 หมื่นล้านดอลลาร์

Rob Witoff ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Coinbase กล่าวว่า บริษัทกำลังติดตามความผันผวนของราคา ตรวจสอบการเคลื่อนย้าย Bitcoin ที่ถูกขโมยผ่าน On-chain และเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
ด้าน Jeff Lunglhofer ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยของ Coinbase ระบุว่า บริษัทได้ปิดกั้นการส่งสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าเงิน Binance ที่ถูกแฮก และปรับเปลี่ยนระบบ Cold Storage บางส่วนเพื่อเพิ่มความระมัดระวัง
ถึงแม้ว่า Coinbase จะมีระบบ MPC และทำการพัฒนาซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยด้วยตนเอง แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า กระดานเทรดแห่งนี้จะไม่มีโอกาสถูกโจมตี เนื่องจากการแบ่งเก็บ Private Key ไว้หลายแห่ง อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการขโมยกุญแจ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่า จะป้องกันช่องโหว่ทุกอย่างของระบบได้เช่นเดียวกัน
ที่มา:beincrypto
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ต้องจับตาคือ Coinbase จะรักษาความปลอดภัยของสินทรัพย์จำนวนมหาศาลนี้ได้ต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเป็นผู้ดูแล Bitcoin ให้กับกองทุน Spot Bitcoin ETF ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ หากเกิดเหตุโจมตีขึ้นจริง ผลกระทบอาจลุกลามไปถึงพอร์ตของนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก

