bitkub-banner

วัยรุ่น 20 ปีโทรหลอกขโมย Bitcoin $245 ล้าน ใช้มุกเดียวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไทย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • เดือนสิงหาคม 2024 แก๊งของ Malone Lam วัย 20 ปีโทรแอบอ้างเป็น Google และ Gemini หลอกให้เหยื่อติดตั้ง AnyDesk แล้วขโมย Bitcoin กว่า 4,100 BTC มูลค่าราว $245 ล้าน โดยไม่ต้องเจาะระบบใดเลย
  • แก๊งนี้ถูกจับเพราะความประมาท ทั้งการซื้อรถหรูกว่า 30 คัน ใช้จ่ายในไนต์คลับคืนเดียว $569,000 และเผยข้อมูลตัวตนเอง ล่าสุด Lam รับสารภาพข้อหา RICO เมื่อ 8 ก.ย. 2026 เสี่ยงโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี
  • วิธีหลอกเหมือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไทยทุกขั้นตอน คนที่ถือเหรียญเองต้องไม่เชื่อสายที่โทรมา ไม่ติดตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่อง และไม่เก็บวลีกู้คืนกระเป๋าไว้บนเครื่องที่ต่ออินเทอร์เน็ต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

เรื่องนี้เป็นคดีในอดีตที่ไม่มีผลโดยตรงต่อราคา Bitcoin เพราะไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ของระบบ Bitcoin หรือกระดานเทรด แต่เป็นการหลอกลวงตัวบุคคล ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความปลอดภัยของผู้ถือเหรียญเอง มากกว่าทิศทางตลาด

ลองนึกภาพชายคนหนึ่งที่ซื้อ Bitcoin ตั้งแต่ยุคแรก เขาไม่ได้ฝากเหรียญไว้กับกระดานเทรด แต่เก็บไว้ในกระเป๋าเงิน Bitcoin Core ของตัวเองมานานหลายปี เขาทำตามคัมภีร์ของคนในวงการคริปโตแทบทุกข้อ แล้วในช่วงวันที่ 18 ถึง 19 สิงหาคม 2024 เหรียญกว่า 4,100 BTC ของเขาก็หายไปทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว $230 ล้าน ถึง $245 ล้าน หรือหลายพันล้านบาท

ไม่มีแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ ไม่มีช่องโหว่ในโค้ด ไม่มีใครเจาะระบบของ Bitcoin ได้แม้แต่บรรทัดเดียว สิ่งที่คนร้ายใช้มีแค่โทรศัพท์ เสียงพูดที่ฟังดูน่าเชื่อถือ และโปรแกรมควบคุมเครื่องระยะไกลที่ใครก็ดาวน์โหลดได้ฟรี หัวหน้าแก๊งคือ Malone Lam ชาวสิงคโปร์วัย 20 ปีที่ออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 13 ปี และเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 เขาเพิ่งรับสารภาพต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่ามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมตามกฎหมาย RICO ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุก 20 ปี ตามประกาศของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

นี่คือการขโมยคริปโตจากบุคคลคนเดียวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และมันควรทำให้เราตั้งคำถามใหม่ทั้งหมดว่า จุดอ่อนที่สุดของการถือเหรียญเองจริง ๆ แล้วอยู่ตรงไหน

ไม่มีโค้ดถูกเจาะ มีแค่คนที่ถูกหลอก

ไม่มีโค้ดถูกเจาะ มีแค่คนที่ถูกหลอก
ภาพจาก AI

จากเอกสารศาลและรายงานของ BleepingComputer เหยื่อในคดีนี้ถูกระบุในเอกสารว่า “R.W.” เป็นนักลงทุน Bitcoin รุ่นแรกที่อาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ของบริษัท Genesis ขั้นตอนการหลอกลวงเรียบง่ายจนน่าตกใจ

  • เริ่มจากส่งแจ้งเตือนความปลอดภัยปลอม อ้างว่ามีคนพยายามเข้าถึงบัญชี Google และ Google Drive ของเหยื่อ
  • คนร้ายคนแรกโทรไปโดยแอบอ้างเป็นฝ่ายบริการลูกค้าของ Google
  • จากนั้นโอนสายต่อให้ Jeandiel Serrano วัย 21 ปี ซึ่งรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ของกระดานเทรด Gemini บอกว่าบัญชีคริปโตของเหยื่อกำลังถูกโจมตี
  • พวกเขาโน้มน้าวให้เหยื่อรีเซ็ตระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) และติดตั้งโปรแกรม AnyDesk โดยอ้างว่าจะช่วยดูแลความปลอดภัยให้
  • ระหว่างที่แอบดูหน้าจอของเหยื่อ คนร้ายเห็นข้อมูลกุญแจส่วนตัวของกระเป๋า Bitcoin Core แล้วโอนเหรียญออกไปทันที

คนร้ายโอนทดสอบสองครั้งก่อน คือ 59.34 BTC และ 14.88 BTC เมื่อแน่ใจว่าใช้ได้จริง ก้อนใหญ่ 4,064 BTC ก็ตามออกไปในการโอนครั้งเดียว

ลองคิดดูนะครับ ทั้งวงการใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ไปกับการตรวจสอบสัญญาอัจฉริยะ ระบบกระเป๋าเงินหลายลายเซ็น (Multisig) และการล่าช่องโหว่ที่ไม่มีใครรู้มาก่อน (Zero Day) แต่การขโมยครั้งนี้ไม่ต้องใช้ความรู้ด้านโปรแกรมเลยแม้แต่น้อย ตัว Malone Lam เองก็ไม่ได้เป็นอัจฉริยะคอมพิวเตอร์อย่างที่หลายคนเข้าใจ เขาเรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้นปีที่สอง กลุ่มของเขาเริ่มจากเด็กวัยรุ่นที่รู้จักกันในเซิร์ฟเวอร์เกม Minecraft และ Discord ไล่ทำมิจฉาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการหลอกขอเงินคืนจากบัตรเครดิต ก่อนยกระดับมาเป็นการขโมยคริปโตแบบมีระบบ

อาวุธของพวกเขาไม่ใช่โค้ด แต่เป็นความกลัวและความเร่งรีบของคนที่อยู่ปลายสาย

บทเดียวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรหาคนไทยทุกวัน

บทเดียวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรหาคนไทยทุกวัน
ภาพจาก AI

ถ้าอ่านขั้นตอนข้างบนแล้วรู้สึกคุ้น ๆ นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมันคือบทเดียวกับที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้กับคนไทยมาหลายปี เพียงแต่เปลี่ยนชื่อบริษัทและเพิ่มศูนย์ต่อท้ายจำนวนเงินเข้าไปอีกหลายตัว

ขั้นแรกคือสร้างความเร่งด่วน ฝั่งสหรัฐฯ บอกว่า “มีคนพยายามเข้าบัญชี Google ของคุณ” ฝั่งไทยบอกว่า “พัสดุของคุณมีสิ่งผิดกฎหมาย” หรือ “บัญชีของคุณพัวพันการฟอกเงิน” ขั้นที่สองคือโอนสายไปหาผู้มีอำนาจที่สูงขึ้น ฝั่งสหรัฐฯ โอนจาก “Google” ไปหา “Gemini” ฝั่งไทยโอนจาก “บริษัทขนส่ง” ไปหา “ตำรวจ” ปลอม การโอนสายแบบนี้ทำให้เหยื่อรู้สึกว่ากำลังคุยกับระบบที่ใหญ่และเป็นทางการ ไม่ใช่คนแปลกหน้าคนเดียว

ขั้นสุดท้ายคือขอเข้าควบคุมหน้าจอ ฝั่งสหรัฐฯ ใช้ AnyDesk ซึ่งเป็นโปรแกรมถูกกฎหมาย ฝั่งไทยใช้แอปแชร์หน้าจอหรือแอปปลอมบน Android ที่ส่งลิงก์ให้ติดตั้ง เมื่อคนร้ายเห็นหน้าจอของคุณ ทุกระบบความปลอดภัยที่คุณสร้างมาก็แทบไม่มีความหมาย

บทเรียนที่เจ็บที่สุดคือ เหยื่อรายนี้ไม่ใช่มือใหม่ เขาอยู่ในวงการมาก่อนคนส่วนใหญ่ รันโหนด Bitcoin Core ถือกุญแจเอง ไม่ฝากเหรียญไว้กับใคร แต่ทั้งหมดนั้นปกป้องเขาจากการถูกแฮกฐานข้อมูลและกระดานเทรดล้มละลายเท่านั้น มันไม่ได้ปกป้องเขาจากเสียงคนที่โทรมาในจังหวะที่เขากำลังตกใจ

Lamborghini กว่า 30 คันกับบิลไนต์คลับคืนเดียว $569,000

Lamborghini กว่า 30 คันกับบิลไนต์คลับคืนเดียว $569,000
ภาพจาก AI

ถ้าเรื่องนี้จบแค่การขโมย มันคงเป็นแค่คดีอาชญากรรมไซเบอร์อีกคดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหนึ่งเดือนหลังจากนั้นเหมือนบทหนังมากกว่า

เอกสารของศาลและ FBI ระบุว่า กลุ่มนี้ซื้อรถหรูและซูเปอร์คาร์รวมกันกว่า 30 คัน ทั้ง Lamborghini และ Ferrari เช่าคฤหาสน์หรูในไมอามี ลอสแอนเจลิส และย่าน Hamptons จ่ายค่าเครื่องดื่มในไนต์คลับที่ลอสแอนเจลิสคืนเดียว $569,000 ส่วนที่ไมอามีก็ใช้จ่ายในไนต์คลับเกินคืนละ $500,000 อยู่เป็นประจำ ยังไม่รวมนาฬิกาสั่งทำพิเศษมูลค่าสูงถึง $2 ล้าน และกระเป๋า Hermès Birkin ที่แจกเป็นของขวัญในงานปาร์ตี้

แต่เงินก้อนโตไม่ได้ดึงดูดแค่ความสนุก มันดึงดูดผู้ล่ากลุ่มอื่นด้วย วันที่ 25 สิงหาคม 2024 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการขโมย พ่อแม่ของ Veer Chetal ผู้ร่วมขบวนการวัย 19 ปี ถูกคนร้ายขับรถชนท้ายใกล้โรงเรียนมัธยมในเมือง Danbury รัฐคอนเนตทิคัต ขณะขับ Lamborghini SUV คันใหม่ ทั้งคู่ถูกทุบตีด้วยไม้เบสบอลและถูกลากขึ้นรถตู้กลางวันแสก ๆ โชคดีที่เจ้าหน้าที่ FBI ซึ่งอยู่นอกเวลางานและผู้เห็นเหตุการณ์อยู่ในที่เกิดเหตุ ตำรวจไล่ล่าและช่วยตัวไว้ได้ทันที

ตามรายงานของ CNN ผู้บงการคือ Adam Iza วัย 25 ปี ซึ่งเรียกตัวเองว่า “The Godfather” และรับสารภาพไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ว่าเป็นคนวางแผนลักพาตัว หลังจาก Chetal มีเรื่องกับคนของเขาในไนต์คลับที่ไมอามี โดยหวังจะรีดเอาส่วนแบ่งจากเงินที่ขโมยมา

นี่คืออีกด้านของคริปโตที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เมื่อทุกคนรู้ว่าใครถือเงินมหาศาล ความเสี่ยงก็ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจออีกต่อไป แต่มาถึงตัวคุณและครอบครัวบนท้องถนนจริง ๆ

ถูกจับเพราะอวดรวย ไม่ใช่เพราะระบบบล็อกเชน

ถูกจับเพราะอวดรวย ไม่ใช่เพราะระบบบล็อกเชน
ภาพจาก AI

หลายคนอาจคิดว่าบล็อกเชนโปร่งใส ใครขโมยก็ต้องโดนจับ แต่ความจริงในคดีนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก

วันที่ 19 สิงหาคม 2024 ZachXBT นักสืบบนบล็อกเชนชื่อดัง สังเกตเห็นการโอนผิดปกติ เงินถูกแตกย่อยและกระจายผ่านกระดานเทรดกว่า 15 แห่ง แลกเปลี่ยนเป็น LTC, ETH และ Monero ซึ่งเป็นเหรียญที่ติดตามได้ยาก ทีมความปลอดภัยของกระดานเทรดหลายแห่งรวมถึง Binance ช่วยกันอายัดเงินได้กว่า $9 ล้าน และคืนให้เหยื่อได้กว่า $500,000 แทบจะทันที ฟังดูดี แต่ถ้าเทียบกับยอดที่หายไป $245 ล้าน นั่นยังไม่ถึง 4% ด้วยซ้ำ

สิ่งที่ทำให้แก๊งนี้พังจริง ๆ คือความประมาทของพวกเขาเอง

  • มีคลิปบันทึกหน้าจอจากการฉลองใน Discord หลุดออกมา เห็นพวกเขาตะโกนดีใจตอนยอดเงินกว่า $243 ล้าน เด้งขึ้นในกระเป๋า
  • ระหว่างแชร์หน้าจอ Veer Chetal เผลอให้ชื่อจริงของตัวเองโผล่ขึ้นมา
  • Serrano ใช้รูปโปรไฟล์ซ้ำกันทั้งใน Telegram และ Discord
  • แม้จะใช้ VPN แต่บางแพลตฟอร์มพวกเขาก็ไม่ได้ซ่อนหมายเลข IP อย่างถูกต้อง

วันที่ 18 กันยายน 2024 FBI บุกจับ Malone Lam ที่คฤหาสน์เช่าหรูในไมอามี และจับ Serrano ที่ลอสแอนเจลิส จากนั้นคดีขยายตัวจนกลายเป็นคดี RICO ใหญ่ครั้งแรกของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวกับ Bitcoin มีผู้ต้องหารวม 18 คน และผูกโยงกับความเสียหายรวม $263 ล้าน จากหลายเหตุการณ์ Chetal รับสารภาพแบบลับตั้งแต่พฤศจิกายน 2024 และยอมเป็นพยาน ส่วน Evan Tangeman คนฟอกเงินของแก๊ง ถูกตัดสินจำคุก 70 เดือนเมื่อเมษายน 2026

ทีนี้มาถึงคำถามที่ไม่สบายใจที่สุด ถ้าแก๊งนี้ไม่ซื้อซูเปอร์คาร์ 30 คัน ไม่ถ่ายคลิปฉลอง ไม่เผลอโชว์ชื่อจริง และฟอกเงินผ่าน Monero อย่างใจเย็น พวกเขาจะถูกจับไหม เราได้ยินชื่อ Malone Lam เพราะเขาพลาด แต่มีอีกกี่แก๊งที่เงียบกว่า ฉลาดกว่า ใช้ชีวิตเรียบ ๆ และไม่เคยถูกพูดถึงเลย สิ่งที่เราเห็นในข่าวอาจเป็นแค่กลุ่มที่โง่พอจะถูกจับเท่านั้น

ถือเหรียญเองแล้วต้องป้องกันตัวเองอย่างไร

ถือเหรียญเองแล้วต้องป้องกันตัวเองอย่างไร
ภาพจาก AI

วลีที่คนในวงการพูดกันจนติดปากคือ “ไม่ใช่กุญแจของคุณ ก็ไม่ใช่เหรียญของคุณ” ซึ่งยังถูกต้อง แต่คดีนี้แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่ครบ ประโยคที่สมบูรณ์กว่าน่าจะเป็น “กุญแจของคุณ เหรียญของคุณ และเป็นความรับผิดชอบของคุณที่จะไม่เชื่อใครที่โทรมา” สำหรับคนไทยที่ถือคริปโตเอง นี่คือหลักง่าย ๆ ที่ควรจำให้ขึ้นใจ

  • ไม่มีบริษัทไหนโทรหาคุณก่อนเพื่อช่วยดูแลกระเป๋าเงิน ไม่ว่าจะเป็น Google, กระดานเทรด, ธนาคาร หรือตำรวจ ถ้ามีสายแบบนี้เข้ามา ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน
  • วางสาย แล้วติดต่อกลับเอง ผ่านช่องทางทางการที่คุณหาเองจากเว็บไซต์หรือแอปจริง ห้ามใช้เบอร์หรือลิงก์ที่อีกฝ่ายให้มา
  • ห้ามติดตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่องหรือแชร์หน้าจอตามคำสั่งคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะเป็น AnyDesk, TeamViewer หรือแอปใดก็ตาม
  • วลีกู้คืนกระเป๋า (Seed Phrase) ไม่ควรอยู่บนเครื่องที่ต่ออินเทอร์เน็ต การใช้กระเป๋าฮาร์ดแวร์และเก็บวลีไว้บนกระดาษหรือแผ่นโลหะ ทำให้ต่อให้ใครเห็นหน้าจอก็ไม่ได้กุญแจไป
  • เงินก้อนใหญ่ควรใช้ระบบหลายลายเซ็น ถ้าการโอนต้องใช้กุญแจมากกว่าหนึ่งดอกที่เก็บแยกกัน การพลาดเพียงครั้งเดียวจะไม่ทำให้หมดตัว
  • อย่าบอกใครว่าถือเท่าไร ทั้งบนโซเชียลและในชีวิตจริง เพราะคดีลักพาตัวพ่อแม่ของ Chetal ชี้ชัดว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในโลกออนไลน์
  • ความรีบคือสัญญาณอันตราย ทุกบทของมิจฉาชีพสร้างความเร่งด่วนเสมอ ถ้ารู้สึกว่า “ต้องทำเดี๋ยวนี้” นั่นคือเวลาที่ต้องหยุด

ความเห็นผู้เขียน

ผมอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือขำแบบขม ๆ กับความไม่เอาไหนของแก๊งนี้ ขโมยเงินได้มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แล้วเอาไปถลุงซื้อรถ เปิดขวดในผับ ถ่ายคลิปฉลองเอง จนตำรวจแทบไม่ต้องออกแรง อย่างที่สองคือความกลัว เพราะถ้าวัยรุ่นที่ไม่ได้มีความรู้เทคนิคอะไรเลยยังทำได้ขนาดนี้ คนที่เก่งกว่าและเงียบกว่าจะทำได้แค่ไหน

ผมคิดว่าวงการคริปโตชอบเล่าเรื่องความปลอดภัยแบบเทคนิค เพราะมันดูเท่และขายของได้ ทั้งกระเป๋าฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ ระบบ Multisig ระบบตรวจสอบโค้ด ทั้งหมดนี้ดีและจำเป็น แต่มันซ่อนความจริงข้อหนึ่งไว้ คือระบบที่แข็งแรงที่สุดในโลกก็พังได้ ถ้าคนที่ถือกุญแจยอมเปิดประตูให้เอง Bitcoin ไม่เคยถูกแฮกในคดีนี้ คนต่างหากที่ถูกแฮก

สำหรับคนไทย เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เราอยู่ในประเทศที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาระดับชาติ หลายคนมีญาติหรือเพื่อนที่เคยโดนหลอกโอนเงินมาแล้ว และตอนนี้คนไทยจำนวนมากก็เริ่มถอนเหรียญออกจากกระดานเทรดมาเก็บเอง ซึ่งผมเห็นด้วยในหลักการ แต่อยากให้เข้าใจว่าการถือเหรียญเองคือการรับบทเป็นธนาคารของตัวเอง ไม่มีศูนย์บริการลูกค้า ไม่มีปุ่มยกเลิกธุรกรรม และไม่มีใครชดเชยให้ ถ้าเศรษฐีที่อยู่วงการมาเป็นสิบปียังพลาดได้เพราะสายเดียว เราก็พลาดได้เหมือนกัน

ถ้าจะให้สรุปเป็นประโยคเดียว ผมอยากให้ทุกคนจำไว้ว่า บริษัทจริงไม่มีวันโทรมาขอดูหน้าจอกระเป๋าเงินของคุณ ใครก็ตามที่โทรมาแบบนั้นคือคนที่อยากได้เงินของคุณ ไม่มีข้อยกเว้น วางสายไปก่อน เสียมารยาทนิดหน่อยดีกว่าเสียเงินทั้งชีวิต

ภาพจาก AI