bitkub-banner

ย้อนรอยวันที่ Bitcoin ถูกแฮ็คเสกเหรียญเพิ่มมา 184,000 BTC

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00

อย่างที่เราทราบกันดีว่า Bitcoin มีอุปทานอยู่เพียงแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น และตอนนี้ Bitcoin ก็ได้ถูกขุดขึ้นมาแล้วกว่า 18.5 ล้านเหรียญ แต่หลายคนคงยังไม่ทราบว่าในวันที่ 15 สิงหาคม 2010 ขีดจำกัดนั้นได้ถูกทำลายโดยคน ๆ หนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของ Code เพื่อสร้าง Bitcoin ขึ้นมาเป็นจำนวนกว่า 184,000 ล้าน BTC

ย้อนกลับไปในปี 2010 มูลค่าของ Bitcoin พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดที่ 0.3 ดอลลาร์และในเดือนพฤษภาคมของปีนั้นเองก็มีคนใช้ Bitcoin 10,000 เหรียญเพื่อจ่ายค่าพิซซ่าหนึ่งถาด ซึ่งตอนนี้คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 110 ล้านดอลลาร์

เห็นได้ชัดว่า Bitcoin ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบตั้งแต่เริ่ม เช่นเดียวกับเทคโนโลยีตัวอื่น ๆ มันได้ต่อสู้ ฝ่าฟันอุปสรรคมาอย่างลำบากกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ซึ่งหนึ่งในอุปสรรคเหล่านั้นคือการใช้ช่องโหว่ในสร้างเหรียญ Bitcoin ขึ้นมานับแสนเหรียญ

ในเดือนสิงหาคม 2010 ซอร์สโค้ดของ Bitcoin ถูกใช้โดยคน ๆ หนึ่งที่ยังคงไม่เปิดเผยตัวตนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเขาได้เข้าถึงบล็อกหมายเลข 74,638 ซึ่งเป็นบล็อกแห่งโชคชะตาที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมาจำนวนกว่า 184,467,440,737.09551616 BTC และโอนไปยังที่อยู่กระเป๋าเงิน 2 ใบ ๆ ละ 92,233,720,368 BTC

ความผิดปกตินี้ถูกสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วในเว็ปบอร์ดพูดคุยเกี่ยวกับ Bitcoinโดยนาย Jeff Garzik ผู้พัฒนา Bitcoin ที่ในวันนี้เขาคือ CEO ของเว็ปไซต์ Bloq.com โดยเขาได้เรียกข้อผิดพลาดนี้ว่า “ข้อมูลล้น” ซึ่งทำให้โค้ดสำหรับการตรวจสอบการทำธุรกรรมของ Bitcoin นั้นไม่ทำงาน หากเอาต์พุตมีขนาดใหญ่มากพอที่จะล้นออกมาเมื่อถูกคำนวณ

ข้อบกพร่องนี้ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียงห้าชั่วโมงก่อนที่จะมีการเปิดตัว “soft fork” ซึ่งจะทำการรีเซ็ต Bitcoin blockchain ก่อนหน้าบล็อกที่ถูกใช้บั๊คและเพิ่มโค้ดแก้ไขเข้าไปเพื่อปฏิเสธธุรกรรมที่มีมูลค่าเอาต์พุตที่มากจนเกินไป

soft fork คือการอัปเดตเครือข่ายบล็อกเชน โดยในกรณีนี้จะเป็นแยกเครือข่าย blockchain ของ Bitcoin ออกมาเป็นอีกเส้นทางหนึ่ง ก่อนที่ Bitcoin จำนวนกว่า 184,000 BTC จะถูกขุดขึ้นมา ซึ่งนั่นหมายความว่าบล็อกบางบล็อกที่เคยถูกใช้จะถูกเปลี่ยนเป็นบล็อกที่ไม่ถูกต้องและถูกลบออกจากเครือข่ายบล็อกเชน จากนั้นก็จะคืนค่าให้เป็นสถานะก่อนหน้า

soft fork จะทำการลบธุรกรรมและการขุดทั้งหมดที่ได้รับการบันทึกไว้ในบล็อกที่เกิดขึ้นหลังจากบล็อกที่พบบั้ค นอกจากนี้ยังได้กำจัด Bitcoin ที่สร้างขึ้นมา 184,000 BTC ด้วยการอัปเดต Bitcoin patch 0.3.10 ที่ได้รับการติดตั้งโดยผู้สร้าง Bitcoin ที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto อีกด้วย

อย่างไรก็ตามการอัพเดตเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวนั้น ได้ทำให้อุปทานของเหรียญ Bitcoin จำนวน 184,000 BTC ถูกลบหายไปอย่างไม่มีวันกลับ

อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าวและการ soft fork ที่ตามมา ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำให้ราคาของ Bitcoin ลดลงแต่อย่างใด อันที่จริงราคา Bitcoin กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ โดยในช่วงปี 2010 ราคา Bitcoin ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 300% ในช่วงระหว่างวันที่อัพเดตแพทช์จนถึงช่วงสิ้นปี 2010 (จาก 0.07 ดอลลาร์ไปเป็น 0.30 ดอลลาร์ ) การที่ Satoshi ได้เข้าไปแทรกแซงและดำเนินการอย่างรวดเร็วนั้น แสดงให้เห็นว่า Bitcoin ไม่สามารถถูกแฮ็คได้ง่าย ๆ เหมือนกับที่ใครบางคนได้สันนิษฐานเอาไว้

จนถึงทุกวันนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใช้ช่องโหว่ดังกล่าวยังคงไม่เปิดเผยตัวตนและเนื่องจากคุณสมบัติของบล็อกเชนในการไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ใช้ จึงไม่มีใครสามารถทราบถึงตัวตนของพวกเขาได้ แม้จะไม่เคยเปิดเผยตัวตน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของบล็อกเชน ซึ่งอาจเป็นแฮ็กเกอร์คนแรกเลยก็ว่าได้ที่สามารถแฮ็คบล็อกเชนได้สำเร็จ

ที่มา decrypt