<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เหรียญ Dash เผยโร้ดแมปสู่การเป็นเหรียญสำหรับกลุ่มผู้ใช้กระแสหลัก

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

Dash Evolution ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับผู้คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เคยใช้เหรียญคริปโตมาก่อน นาย Evan Duffield และ Andy Freer แห่ง Dash Labs และ Dash Core CTO ได้ทำการออกแบบโร้ดแมปที่บ่งบอกถึงแผนการที่จะไปพิชิตเป้าหมายของพวกเขาในการที่จะดึงกลุ่มผู้ใช้กระแสหลักให้มาปรับตัวใช้เหรียญดังกล่าว

เหรียญ Dash เป็นหนึ่งในเหรียญที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มเหรียญคริปโต โดยมีมูลค่าตลาดรวมที่พุ่งขึ้นสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหลายเดือนทีผ่านมา และเมื่อวันพฤหัสฯที่แล้ว เหรียญ Dash ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 7 บนกระดานของ coinmarketcap.com

ทางทีมนักพัฒนาจะทำการใช้เวอชั่นที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละตัวเป็นเฟรมเวิร์คสำหรับการพัฒนาในครั้งต่อๆไป โดยมันจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือทางด้านระบบ infrastructure ที่จะสามารถรองรับธุรกรรมพร้อมๆกันได้หลายๆธุรกรรม

โดยตัว Masternodes จะถูกนำมาทดสอบโดยใช้ “state transitions” ซึ่งระบบนั้นจะช่วยใช้สมการทางคณิตศาสตร์มาคาดเดาถึงวิธีการตรวจคุณภาพของ Masternodes โดย Masternodes ที่มีคุณภาพตกลงมาต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้จะถูกลบออกจากลิสต์ภายใต้ระบบใหม่ที่เรียกว่า “masternode blocks”

ซอฟต์แวร์ใหม่ที่จะถูกติดตั้ง

ซอฟต์แวร์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า IPFS จะถูกติดตั้งลงใน DashDrive โดย IPFS นั้นจะเป็นระบบไฟล์แบบ P2P ที่สามารถรองรับการแชร์ไฟล์ในเครือข่าย รวมถึงการ sync ที่ซ้ำกันไปมา ซึ่ง DashDrive ที่ว่านี้จะเป็นระบบภายในที่จะสามารถเก็บไฟล์ส่วนตัวของผู้ใช้งานไว้ในระบบได้

เครือข่ายนั้นจะถูก scale ในขนาดที่เหมาะสมเพื่อให้มีการเติบโตแบบ exponential อีกทั้งความต้องการของฮาร์ดแวร์ masternode นั้นจะเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับผู้ใช้งานขนาดหนักอีกด้วย

Dash 12.1

ทางนักพัฒนาหลักนั้นกำลังโฟกัสที่จะติดตั้ง Dash 12.1 ที่จะสามารถเชื่อมต่อ codebase ของ Dash เข้ากับเวอร์ชัน Evolution ในอนาคต

ทางทีมนักพัฒนายังเตรียมจัดทำเอกสารปลีกย่อยอีกจำนวนมากเพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสอีกด้วย

อีกทั้งพวกเขายังจัดตั้งทีมนักพัฒนาเพิ่มในฮ่องกง โดยมีชื่อว่า Dash Labs โดยทีมดังกล่าวนี้จะโฟกัสไปที่การพัฒนาฮาร์ดแวร์ภายใต้การกำกับของ Duffield และ Freer ซึ่ง Dash Labs นั้นจะสร้างฮาร์ดแวร์เวอร์ชัน open source ออกมาหลายๆแบบด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เหรียญดังกล่าวนั้นมีความโปร่งใสมากขึ้น

ASIC แบบ open source จะสามารถช่วยกำจัดการพัฒนาเครื่อง ASIC แบบส่วนตัวออกไป ซึ่งอาจจะส่งผลให้การขุดเหรียญแบบ centralization (แบบผูกขาดศูนย์กลาง) ลดลงไปได้อีกด้วย

Milestone ในอนาคต

โร้ดแมปของ Dash ประกอบไปด้วย:

  • DashPay Wallet Alpha เปิดตัวเดือนกันยายน 2017
  • DashPay Evolution Wallet Testnet เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2017
  • DashCore 12.3 Release เปิดตัวเดือนธันวาคม 2017
  • DashPay Evolution Wallet Livenet เปิดตัวเดือนกุมภาพันธ์ 2018
  • 0 – Evolution v1 – Mainnet, เปิดตัวเดือนมิถุนายน 2018
  • 0 – Evolution v2, วันเปิดตัวจะมีการแจ้งให้ทราบอีกที
  • 0 – Evolution v3, วันเปิดตัวจะมีการแจ้งให้ทราบอีกที
  • 16+ – วันเปิดตัวจะมีการแจ้งให้ทราบอีกที

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น