<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

การทดสอบโปรเจค Raiden ของ Ethereum สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ระบบทดสอบเครือข่ายถูกติดตั้งขึ้นมาสำหรับโปรเจค Raiden หรือโปรเจคที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยในการ scaling เครือข่ายของเหรียญอันดับสองของโลก Ethereum เพื่อให้การโอนหากันเป็นไปด้วยความเร็วขึ้น และมีค่าธรรมเนียมที่ถูกลง

โดยทางทีมนักพัฒนาได้เปิดเผยสถานะของโปรเจคดังกล่าวบน GitHub เมื่อวานนี้ ซึ่งการทดสอบที่สำเร็จนี้จะถือเป็น milestone ของทาง Ethereum เลยก็ว่าได้ ซึ่งหลังจากนี้ระบบ Raiden Network นั้นก็พร้อมที่จะถูกเปิดตัวบนเครือข่ายของ Ethereum เร็วๆนี้

ซึ่งก็เหมือนๆกับ Bitcoin เหรียญอันดับสองของโลกตัวนี้ก็มีปัญหาด้านการ scaling เช่นกัน กล่าวคือปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Ethereum มากขึ้น มีการโอนเหรียญส่งหากันมากขึ้นจนทำให้เครือข่ายเกิดการคอขวด รวมถึงการเปิดขาย ICO ที่ทำให้คนออกมาแย่งกันซื้ออย่างรวดเร็วจนส่งผลให้เครือข่ายเกิดอาการติดขัดหนักยิ่งขึ้นไปอีก

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

โปรเจค Raiden ที่ว่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันตั้งแต่ปี 2015 แล้ว โดยโครงการที่ว่านี้ถือเป็นโซลูชันด้านการแก้ปัญหาข้างต้นที่กล่าวมาสำหรับเหรียญ Ethereum โดยได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Lightning Network ของ Bitcoin หากกล่าวถึงการทำงานแบบง่ายๆนั้น เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยย้ายธุรกรรมส่วนมากออกไปจาก blockchain ของ Ethereum ไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งซึ่งเป็นเครือข่ายแบบ P2P

มีรายงานว่าเครือข่ายที่ว่านี้จะช่วยเพิ่มความเร็วในการโอนอย่างมาก ซึ่งอาจจะเร็วถึงขั้นที่สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ราวๆมากกว่า 1 ล้านธุรกรรมต่อวินาทีเลยทีเดียว

Raiden นั้นยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเว็บเทรดเหรียญทั่วๆไปในด้านของ API ทำให้การติดตั้งระบบนี้เพิ่มเติมจากเดิมนั้นถือเป็นเรื่องที่ง่ายมาก

[rsnippet id=”1″ name=”AdSense In-article ad 1″]

โดยรวมนั้น ผู้คนบน Reddit ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นที่ค่อนข้างเป็นบวกเกี่ยวกับโครงการนี้ แม้ว่าบางคนจะออกมาคัดค้านและแสดงความเป็นห่วงว่าระบบดังกล่าวจะส่งผลให้มันเป็น centralized มากขึ้น เนื่องจาก Raiden นั้นจะถูกติดตั้งอยู่บน hub ที่ช่วยในการใช้จ่าย ในขณะที่บางคนก็เถียงว่าบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆนั้นควรที่จะใช้จ่ายทั่วๆไปผ่านระบบ off-chain เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้เครือข่าย blockchain ส่วนการใช้จ่ายส่วนตัวทั่วๆไปนั่นก็สามารถทำบน on-chain แบบปกติได้

ภาพจาก conectplan.com

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น