<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ตลาดขาลงในปี 2018 อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับตลาดคริปโต ถ้าอยากจะก้าวเดินต่อไป

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งกระโดดเข้ามาในตลาดคริปโตเมื่อปี 2017 ตามกระแสขาขึ้นก็คงลงทุนและถือคริปโตกันอยู่ โดยอาจจะรู้สึกว่าทำไมปี 2018 มันถึงมีขาลงที่โหดร้ายแบบนี้ คริปโตสกุลหลัก ๆ อย่าง Bitcoin, Ethereum หรือ XRP พบกับมูลค่าที่ลดลงมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ทั้งสิ้น เรียกได้ว่า ขึ้นสุดลงสุดอย่างแท้จริง

หลาย ๆ อาจจะรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังกับตลาดว่า ทำไมถึงต้องเป็นขาลงด้วย ซึ่งมองในแง่ของการลงทุนระยะสั้นมันก็แย่จริง ๆ เพราะมูลค่าที่ลดลงอย่างหนัก แต่หากมองในระยะยาวแล้ว จริง ๆ ตลาดขาลงในปี 2018 อาจจะเป็นสิ่งจำเป็นก็ได้ ถ้าเกิดตลาดคริปโตอยากจะพัฒนาต่อไปอีกขั้นในระยะยาว

ปี 2017

หากย้อนกลับไปเมื่อตอนปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นปีทองของตลาดคริปโต คริปโตแทบทุกสกุลในตลาดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10 หรือ 100 เท่าก็มี เพียงแค่ลงทุนแล้วถือไว้เฉย ๆ ก็แทบไม่มีจังหวะขาดทุนเลยทั้งปี ด้วยกระแสอันร้อนแรงว่า ลงทุนคริปโตแล้วรวยเร็วนั้นเอง ทำให้มีนักลทุนมือใหม่จำนวนมากเข้ามาลงทุนเพิ่ม จนเกิดเป็นการ FOMO ครั้งใหญ่ผลักดันราคาขึ้นไปอีก

ด้วยแนวคิดของการรวยข้ามคืนด้วยคริปโต ทำให้มีโปรเจกต์คริปโตมากมายเกิดขึ้นเช่นเว็บ Cloud Mining, ICO และเว็บเทรดต่าง ๆ เข้ามารีบกอบโกยผลประโยชน์และสัญญาว่าจะสร้างผลตอบแทนให้ ซึ่งมีนักลงทุนตกเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่มากมายเสียหายหลายล้าน

โปรเจกต์เหล่านั้นที่เกิดขึ้นมาล้วนมีแนวคิดว่า ทำอย่างไรให้กระแสของโปรเจกต์ดัง หรือทำอย่างไรให้ถูกลิสต์ในเว็บเทรดใหญ่ ๆ ราคาจะได้พุ่งแรง ๆ เน้นการตลาดเป็นหลัก ซึ่งพวกเขากลับเพิกเฉยส่วนที่เป็นหลักอย่างเทคโนโลยี Blockchain, ประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม, การแก้ปัญหาด้าน Scaling หรือการนำไปใช้จริง ๆ งบส่วนใหญ่กลับหายลงไปในการตลาดทั้งหมด ทำให้ผลิตภัณฑ์จริง ๆ แทบไม่มีอะไรพัฒนาเลย มีแต่การขายฝันด้วย Whitepaper และคำสัญญาหลอก ๆ เพราะทั้งเจ้าของโปรเจกต์และนักลงทุนต่างเชื่อว่า เดี๋ยวราคาของเหรียญก็คงขึ้นแน่ ๆ

ตื่นจากความฝัน

หลังจากที่ Bitcoin สามารถทำ All-Time-High ได้ในปลายปี 2017 ทุก ๆ คนในวงการต่างเฉลิมฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุขพร้อมกับ Portfolio ที่โตเอา ๆ โดยหารู้ไม่ว่า ปี 2018 นั้นเปรียบเสมือนนาฬิกาที่ถูกตั้งไว้เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้นมาพบกับความจริง

ในปี 2018 ก็คงทราบกันดีว่า ราคาร่วงลงอย่างหนักส่งผลกระทบไปทั้งหมด ไม่มีอีกต่อไปแล้วที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาแล้วระดมทุนได้ 30 ล้านดอลลาร์ในไม่กี่วินาที ไม่ใช่เพียงแค่นักลงทุนเท่านั้น มีโปรเจกต์ ICO, บริษัทสตาร์ทอัพด้าน Blockchain, เว็บเทรด, นักขุดล้มหายตายจากกันไปหมด เนื่องจากคริปโตที่ถือไว้มีมูลค่าที่ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เลยต้องทำการขายในราคาที่ขาดทุนและปิดกิจการกันไป

ในจุดนี้เอง เป็นช่วงที่แสดงให้เห็นกฎของการคัดเลือกโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง มีเพียงผู้ที่ปรับตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้

ปี 2018 ทำให้ตลาดคริปโตเปลี่ยนไปอย่างไร ?

ตลาดขาลงนั้นทำให้โปรเจกต์คริปโตเปลี่ยนทัศนคติใหม่ จากที่แต่เดิมเน้นการตลาด เน้นว่าจะได้กำไรเร็ว ๆ ไปโฟกัสในเทคโนโลยี, ในนวัตกรรม, ในประสิทธิภาพ และในการค้นคว้าวิจัยแทน พวกเขาโฟกัสไปยังพื้นฐานเพื่อที่จะสร้างเทคโนโลยีที่จะเข้ามาปฏิวัติโลก แทนที่จะโฟกัสไปยังการทำเงินในระยะสั้น ๆ

โปรเจกต์ที่คอยหลอกเอาเงินล้มหายตายจากไปหมด เนื่องจากไม่มีใครสนใจแล้ว นักเก็งกำไรระยะสั้น ๆ ที่ไม่ได้สนใจเทคโนโลยีออกจากตลาด เพราะหาเงินไม่ได้แล้ว สิ่งที่ตกตะกอนเหลือไว้คือผู้ที่ศรัทธาและเชื่อมั่นใน Cryptocurrency, ใน Blockchain และในความฝันว่า สักวันเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในชีวิตเรา

ตลาดหมีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ลองคิดสภาพว่า ปี 2018 นั้นตลาดยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ ตลาดก็คงยังมี Scam, โปรเจกต์เกิดขึ้นมาหลอกเงินเรื่อย ๆ, นักเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามาเรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย และโปรเจกต์ต่าง ๆ ก็คงยังไม่โฟกัสกับเทคโนโลยีจริง ๆ จัง ๆ เสียที ทำให้การที่คริปโตจะปฏิวัติโลกได้นั้นเลื่อนออกไปอีก มันก็คงคล้ายกับช่วงฟองสบู่ดอทคอมที่หลังจากฟองสบู่แตก บริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ถือกำเนิดขึ้นมาเช่น Amazon เป็นต้น

ปี 2019 มีอะไรรออยู่

ในปี 2019 ที่จะถึงนี้ มีอะไรหลายอย่างน่าจับตามองมาก เช่นการมาถึงของ STO แทนที่ ICO ซึ่งจะคุ้มครองนักลงทุนมากกว่า, สถาบันการเงินใหญ่ ๆ ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทและลงทุนมากขึ้นเช่น Fidelity, Bakkt, Nasdaq และอื่น ๆ อีกมากมาย

ปีหน้าจะเป็นปีที่ธุรกิจและโปรเจกต์ต่าง ๆ เริ่มโฟกัสไปที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น เงินจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์จะไหลเข้าไปในการวิจัยพัฒนา Blockchain ซึ่งไม่ใช่แค่คริปโตอีกต่อไป มันจะเป็นการวัดกันว่าใครจะสามารถทำให้วงการได้รับการยอมรับโดยคนส่วนมากได้เร็วที่สุด ไม่แน่ว่าในปีหน้าอาจจะมี Protocol ดัง ๆ เช่น IPv4, HTTP, SMTP อาจจมี MySpace ของ Blockchain เกิดขึ้นมา อาจจะมีแพลตฟอร์มมาแทนที่ Facebook ก็เป็นได้

เช่นเดียวกับนวัตกรรมใหม่ ๆ การที่โปรเจกต์ด้านคริปโตหรือ Blockchain จะมีมูลค่าขึ้นมาได้นั้น ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่สิ่งที่สำคัญของมันคือผู้ใช้งานหรือชุมชนของโปรเจกต์นั้น ๆ  มันจะเป็นตัวที่วัดว่า ใครจะอยู่หรือไป เพราะถ้าไม่มีชุมชนก็ไม่มีเครือข่าย ไม่มีเครือข่ายก็ไม่มีมูลค่าใด ๆ เกิดขึ้น

ปี 2019 จะเป็นปีที่เราได้วัดกันอีกรอบว่า โปรเจกต์ใดกันแน่ที่จะมีเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่น, แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ และได้รับการยอมรับโดยคนส่วนมากจนติดตลาด และกลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกตัวต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Read previous post:

ถึงแม้ว่า Bl...

Close