<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Wallet เก็บเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ที่ดีที่สุดในปี 2019: Hardware VS Software VS Paper Wallet

ถ้าคุณอยู่ในแวดวงคริปโตมาสักพักแล้ว คุณคงจะเคยลงทุนอยู่ใน Cryptocurrency บ้างแล้วไม่มากก็น้อย แล้วตอนนี้คริปโตเหล่านั้นถูกเก็บไว้ที่ไหนล่ะ? คุณเก็บมันไว้ในเว็บเทรด หรือบริการที่คุณใช้เพื่อซื้อมันใช่หรือไม่? มันอาจจะสะดวกสบายก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่การเก็บคริปโตที่เหมาะสมเท่าไรนัก ถ้าเกิดเว็บเทรดเหล่านั้นถูกแฮ็ก มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเงินของคุณล่ะ? ไม่ต้องคิดก็คงรู้สภาพคงไม่ได้มันคืนมาแน่ ๆ

เว็บเทรดหรือบริการด้านคริปโตเหล่านั้นมักจะเก็บคริปโตจำนวนเกือบทั้งหมดของลูกค้าไว้ในที่ ๆ เดียวกัน ทำให้มักจะตกเป็นเป้าของแฮ็กเกอร์เสมอ ๆ หากลองมองกลับไปในอดีต มีตัวอย่างมากมายให้เราดูว่า เว็บเทรดคริปโตไม่ว่ายักษ์ใหญ่แค่ไหนก็ตาม ต่างถูกแฮ็กได้ทั้งสิ้น เช่น Mt.Gox ที่เป็นหนึ่งในเว็บเทรดคริปโตที่ชื่อดังที่สุดในปี 2013 ทำให้ Bitcoin จำนวนกว่า 850,000 BTC ถูกขโมยไปคิดเป็นมูลค่ากว่า 450 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น และ 3 พันล้านดอลลาร์ในเรทของเมื่อปลายปี 2017 มีบริการคริปโตใหญ่ ๆ เช่น Coinbase ที่เคลมว่า Cryptocurrency ทั้งหมดที่เก็บไว้ในเว็บเทรดคริปโตนั้นได้รับการรับประกันจากการขโมย แต่มันก็คงไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากจะทดสอบมันเท่าไรนัก มันควรจะมีวิธีที่ดีกว่านี้

ด้วยความที่ความเสี่ยงในการฝากให้ผู้อื่นเก็บคริปโตนั้นสูงมาก หนึ่งในทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการเก็บคริปโตเหล่านั้นไว้ใน Wallet ของคุณเอง แต่คำถามที่ตามมาอีกก็คือ มันทำงานอย่างไร? เราควรจะเก็บใน Wallet ที่ออฟไลน์หรือออนไลน์? Software และ Hardware Wallet ต่างกันอย่างไร?

Wallet คืออะไร?

ถึงแม้มันจะถุกเรียกว่า “Wallet” แต่จริง ๆ แล้ว Wallet สำหรับ Cryptocurrency นั้นก็มีความคล้ายคลึงกับบัญชีธนาคารออนไลน์ของเรามาก ๆ โดยธรรมชาติของมันแล้ว Blocks จะไม่สามารถถูกนำออกจาก Blockchain ได้ ทำให้ Cryptocurrecny ที่ใช้งานเทคโนโลยี Blockchain นั้นมีความปลอดภัยมาก ๆ เพราะการที่จะเข้าถึง Blockchain ได้นั้นจำเป็นต้องใช้โค้ดในรูปแบบดิจิทัลที่เรียกว่า “Private Key” (คล้าย ๆ กับรหัส PIN ของธนาคาร) ซึ่งเมื่อมันถูกใช้งาน มันจะเป็นตัวบ่งบอกความเป็นเจ้าของของโค้ดดิจิทัลที่เปิดสาธารณะที่เรียกว่า Public Key (คล้าย ๆ กับเลขบัญชีธนาคาร) เมื่อนำ Private Key ไปใช้กับ Public Key ที่ถูกต้องเราก็จะสามารถเข้าถึงและใช้งาน Cryptocurrency ของเราได้

นอกเหนือจากปัจจัยหลัก ๆ ที่ว่า อยากให้คริปโตของเราปลอดภัย คุณควรจะคำนึงถึงปัจจัยว่า จะใช้คริปโตอย่างไรด้วย ถ้าเกิดใช้เพื่อทิ้งไว้นาน ๆ เป็นการลงทุนในระยะเวลา Offline Wallet นั้นก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า เช่น Desktop Wallet, Paper Wallet หรือ Hardware Wallet แต่ถ้าเราต้องการเก็บเพื่อนำมันมาใช้จ่ายในทุก ๆ วัน Mobile Wallet หรือ Online Wallet ก็อาจจะตอบโจทย์ของคุณมากกว่า

นอกจากนี้ Wallets จำนวนมากในขณะนี้ยังสามารถเก็บคริปโตได้เพียงสกุลเดียวอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการเก็บหลายสกุล คุณอาจจะต้องใช้ Wallet จำนวนมากหน่อย หรือเลือก Wallet ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บคริปโตได้หลายสกุลในตัวเลย

ในบทความนี้ เราจะนำเสนอ Wallet ที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ของแต่ละแบบให้คุณได้ตัดสินใจกันง่าย ๆ

ชนิดของ Wallet

อย่างที่เราเกริ่นไว้ข้างต้นว่า Wallet ในการเก็บคริปโตนั้นมีมากมายหลายชนิด มันมาในหลายรูปแบบและถูกออกแบบมาเพื่อรองรับในอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน คุณสามารถใช้ Wallet ในรูปแบบของกระดาษก็ได้ เพื่อที่จะทำให้มันไม่เชื่อมต่ออะไรเลยกับดิจิทัล Wallet จะมีทั้งหมด 3 ชนิดหลัก ๆ ในตอนนี้ นั่นก็คือ Software, Hardware และ Paper

Hardware Wallet

Hardware Wallet นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อความปลอดภัยอีกระดับให้กับการเก็บแบบ Cold Storage เช่น Paper Wallets เพราะเงินของคุณจะปลอดภัยจนกระทั่งคุณใช้งานคอมพิวเตอร์ และถ้าคอพิวเตอร์ที่คุณใช้นั้นถูกแฮ็ก คุณก็อาจพบว่าบัญชีของคุณถูกแฮ็กได้ และคริปโตก็จะสามารถถูกขโมยได้

แต่ Hardware Wallet นั้นเป็นอุปกรณ์ที่มีชิปเพื่อรักษาความปลอดภัยในตัว ทำให้เมื่อคุณเชื่อมต่อ Wallet เข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะส่งคริปโต คุณจะไม่จำเป็นต้องใส่ Private Key เข้าไปในคอมพิวเตอร์เลย คุณจะใส่รหัส PIN บน Hardware แทน ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และในกรณีที่ Hardware Wallet ของเราเกิดหายขึ้นมา คุณก็สามารถเข้าถึงคริปโตได้อีกครั้งด้วยการใส่ ‘seed words’(คำที่ถูกสุ่มขึ้นมาเรียงกันหลาย ๆ คำ มีไว้ใช้สำหรับการกู้ Wallet และการเข้าถึงคริปโต) ที่ Wallet อันใหม่นั่นเอง

ถึงแม้ Hardware Wallet จะเป็นตัวกลางในการเก็บคริปโตที่ปลอดภัยที่สุด แต่ราคาของมันก็อาจทำให้คุณรู้สึกเปลี่ยนใจก็เป็นได้ เพราะบางคนก็ไม่ได้เก็บคริปโตอยู่จำนวนมากขนาดที่จะต้องลงทุนซื้อ Hardware Wallet มาเพื่อเก็บ ในการที่จะใช้งาน Hardware Wallet คุณจำเป็นต้องมี Software Wallet เสียก่อนเพื่อที่มันจะได้ใช้คู่กันได้ แต่ก็ไม่ต้องห่วงอะไรเพราะ Hardware Wallet ปกตินั้นมักจะมี Software Wallet ติดตัวมาอยู่แล้ว และพวกมันก็สามารถใช้คู่กับ MyEtherWallet ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้ได้ด้วย

Trezor

Trezor เป็น Hardware Wallet ที่นักลงทุนคริปโตส่วนใหญ่นิยมใช้ในการเก็บคริปโตเช่น Bitcoin (BTC), Litecoin (LTC) หรือ Ethereum (ETH) มันเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เก็บคริปโตที่ปลอดภัยที่สุดในตลาด ความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานของมันทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมาก ๆ อย่างไรก็ตามมันมีราคาอยู่ที่ 69 ยูโร (ประมาณ 2,500 บาท) ทำให้มันมักจะเป็นตัวเลือกของผู้ที่ต้องการเก็บคริปโตในจำนวนที่มากเท่านั้น

Ledger Nano S

Ledger Nano S นั้นเป็นอีกหนึ่ง Wallet ที่นักลงทุนนิยมมากเช่นกัน เนื่องรูปลักษณ์ที่เล็กกะทันรัดคล้าย USD พกพาสะดวกและราคาเพียง 65 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,200) ซึ่งถูกกว่า Trezor อย่างไรก็ตาม Software ของมันยังไม่ล้ำหน้าเท่ากับ Trezor เพราะมันไม่มีฟีเจอร์ยิบย่อยอื่น ๆ เช่น ระบบการจัดการรหัสผ่าน

Software Wallet

Software Wallets ส่วนใหญ่นั้นจะถูกออกแบบมาให้ใช้งานบนคอมพิวเตอร์ โดยมันแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบคือ Desktop, Mobile และออนไลน์

  • Desktop Wallets นั้นเป็นโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ที่ช่วยเก็บคริปโตไว้ใน PC หรือ Laptop ของเรา หนึ่งในข้อดีของ Desktop Wallet คือ มันเปิดให้เราสามารถควบคุมคริปโตในกระเป๋าได้อย่างเต็มที่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งตัวกลาง Third Party อื่น ๆ แต่ในทางกลับกัน มันก็แปลว่า ความแน่นหนาในระบบความปลอดภัยนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราล้วน ๆ ด้วย ถ้าเราคุณถูกแฮ็กหรือแอบใช้งาน หรือแม้กระทั่ง Hard Drive ของคอมพิวเตอร์พัง คุณก็อาจไม่ได้เจอเหรียญคุณอีกเลยก็เป็นได้ ความกลัวว่าจะโดนแฮ็กนั้นเป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้ Wallet ประเภทนี้กับคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือคอมพิวเตอร์สำรองที่ไม่เคยเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเลยเพื่อเก็บคริปโต หรือรู้จักกันในนาม “Cold Storage”
  • Mobile Wallets นั้นเป็นกระเป๋าเก็บคริปโตที่ทำงานบนแอปฯ มือถือ ข้อดีที่ใหญ๋ที่สุดของ Mobile Wallets คือทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและใช้จ่ายคริปโตของพวกเขาได้อย่างว่องไวตามร้านค้าต่าง ๆ Mobile Wallets นั้นก็แบ่งเป็นอีก 2 รูปแบบคือ จะเก็บเหรียญไว้ในมือือนั้น ๆ เลย (มีข้อดีข้อเสียเหมือนกับ Desktop Wallets) และอีกรูปแบบคือ จะเปิดช่องทางให้เข้าถึงแหล่งเก็บคริปโตออนไลน์แทน (ข้อดีข้อเสียเหมือนกับ Online Wallets)
  • Online Wallets นั้นเป็นกระเป๋าคริปโตที่ทำงานบนเว็บไซต์ ซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงมันได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีจุดแข็งตรงที่อุปกรณ์ไหนก็สามารถเข้าถึง Wallet ได้ ทำให้มีความสะดวกมาก ๆ และมันก็อาจจะเชื่อมต่อกับ Desktop หรือ Mobile Wallets ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของมันคือ Private Keys ของเรานั้นจะถูกเก็บไว้กับเจ้าของเว็บไซต์นั้น แทนที่จะเก็บแยกไว้กับเราในอุปกรณ์นั้น ๆ ทำให้การใช้งาน Wallet ประเภทนี้ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องเชื่อใจเจ้าของเว็บมาก ๆ ว่าจะไม่โกง หรือไม่ถูกแฮ็ก

ในปัจจุบัน มี Software Wallets มากมายให้ผู้ใช้เลือก บาง Wallets ก็สามารถเก็บคริปโตได้หลากหลายสกุล แต่บางประเภทก็เก็บได้แค่สกุลเดียวเท่านั้น ซึ่งเราได้คัดอันหลัก ๆ มานำเสนอในบทความนี้

Atomic Wallet

Atomic Wallet นั้นเป็น Wallet ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน โดยมันออกแบบมาให้สามารถเก็บคริปโตได้มากกว่า 300 เหรียญ พร้อมทั้งมียังมี Interface ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และสามารถจัดการได้ง่ายอีกด้วย มันรองรับทั้ง Windos, Mac และ Linux รวมทั้งมีแอปฯ บนมือถือ Android และ iOS อีกด้วย ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคม 2018

นอกจากเรื่อง UI แล้ว Atomic Wallet ยังมีฟีเจอร์อีกมากมาย เช่น Decentralized Storage สำหรับ Private Keys, มีช่องทางให้ซื้อคริปโตภายในซอฟต์แวร์ด้วยบัตรเครดิต, Atomic Swaps, รองรับ Chagelly และ Shapeshift และ Interface สำหรับโทเคนเฉพาะ

Copay

Copay นั้นเป็น Software Wallet ฟรีที่ได้รับความนิยมมาก ๆ แต่โดยส่วนมากแล้ว แต่มันสามารถเก็บได้เพียง Bitcoin อย่างเดียวเท่านั้น มันเป็นได้ทั้ง Desktop และ Mobile Wallet (iOS, Android และ Windows) ซึ่งมันมีตัวเลือกที่ให้ผู้ใช้งานหลายคนสามารถเข้าถึงกระเป๋าใบเดียวกันได้อีกด้วย

Copay นั้นถูกพัฒนาโดย BitPay หนึ่งระบบการชำระคริปโตที่ล้ำหน้าที่สุด และยังถูกจัดว่าเป็น Wallet ที่รัดกุมปลอดภัยที่สุดอีกด้วย รวมทั้งยังเหมาะสำหรับมือใหม่ เพราะใช้งานง่าย ไม่ว่าใคร ๆ ก็สามารถดาวน์โหลดมันมาเก็บ Bitcoin กันได้เลย หรือจะใช้มันเป็นช่องทางในการชำระเงินก็สะดวกเช่นเดียวกัน

Electrum

Electrum นั้นเป็น Wallet สำหรับ Bitcoin แรก ๆ ที่เปิดให้ใช้งาน ในปัจจุบันมันมีทั้ง Desktop Wallet หรือ Mobile Wallet (แต่เฉพาะ Android) ข้อดีหลัก ๆ ของ Electrum คือความรวดเร็ว, ความปลอดภัย และความเสถียรของมัน มันยังสามารถทำงานร่วมกับ Ledger และ Trezor ที่เป็น Hardware Wallet ยอดนิยมได้อีกด้วย เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยไปอีกชั้นหนึ่ง

ในทางกลับกัน Electrum นั้นมี Interface ที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่า Wallet อื่น ทำให้มือใหม่อาจเกิดความสับสนมึนงงได้ เพราะฉะนั้น มันก็อาจจะไม่ได้เป็น Wallet ที่เหมาะเท่าไรนัก หากยังไม่คุ้นชินกับ Wallet คริปโต แต่เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า

Exodus

Exodus เป็น Software Wallet ฟรีอีกตัวหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลังมากนี้ เพราะว่ามันสามารถเก็บคริปโตได้หลากหลายสกุล โดยเฉพาะสกุลหลัก ๆ รวมทั้งยังมีระบบเทรดคริปโตอยู่ในตัวมันเลยอีกด้วย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเทรดได้เลยใน Wallet ซึ่งถือว่าสะดวกและง่ายมาก ๆ ไม่ต้องโอนไปโอนมา แต่ข้อเสียของมันคือ ยังเปิดให้บริการแค่ Desktop ยังไม่รองรับแบบ Mobile นั่นเอง

Jaxx

Wallet นี้เป็นได้ทั้งทั้ง Desktop และ Mobile Wallet (iOS และ Android) Jaxx นั้นเป็นหนึ่งใน Wallet ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ในหมู่ Software Wallet ฟรี มันรองรับ Bitcoin และคริปโตสกุลหลัก ๆ อีกมากมาย และมีระบบเทรดคริปโตภายในตัวเลย คล้าย ๆ กับ Exodus แต่จะดีกว่าที่มันเป็น Mobile Wallet ด้วย

Paper Wallet

Paper Wallet นั้นเป็นเพียงกระดาษที่ปริ้นออกมา โดยกระดาษนั้นจะมีรายละเอียด Address และ Private Key ระบุไว้ โดยจะสามารถเข้าถึงมันได้ด้วย QR โค้ด ข้อดีหลัก ๆ ของ Paper Wallet คือ มันเป็น Cold Storage ประเภทหนึ่ง เพราะมันตัดขาดกับอินเทอร์เน็ตแทบจะสิ้นเชิง ทำให้ลดความเสี่ยงของการถูกแฮ็ก รวมทั้งยังเป็นทางเลือกในการเก็บคริปโตที่ปลอดภัยที่ประหยัดที่สุดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม Paper Wallets นั้นถูกพิจารณาว่าเป็น Wallet ที่สร้างความสับสนมึนงงให้กับผู้ใช้งานในตอนที่ติดตั้งและใช้งานมากกว่า Software หรือ Hardware Wallets เพราะไม่มีระบบตัวช่วยอะไรทั้งนั้น

นอกจากนี้ หากทำกระดาษที่ระบุรายละเอียดหาย และไม่ได้ทำการ Backup ไว้ จะกลายเป็นว่า ไม่สามารถเข้าถึงคริปโตนั้นไว้ได้อีกเลยตลอดกาล และถึงแม้มันจะอยู่ในรูปแบบกระดาษ มันก็ยังคงต้องใช้อุปกรณ์ในการเข้าถึงคริปโตของเราอยู่ดี และถ้าอุปกรณ์นั้นถูกแฮ็กได้ แฮ็กเกอร์ก็สามารถเข้าถึงคริปโตเราได้เช่นกัน

ท้ายที่สุด หากคุณเป็นประเภทที่ใช้คริปโตในการเทรดหรือซื้อสินค้าเป็นประจำ มันจะถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรในการเข้าถึงคริปโตเราในแต่ละรอบ และถ้าคุณยิ่งไม่มีประสบการณ์หรือคุ้นชินกับมันด้วย มันก็อาจสร้างปัญหามากกว่าอำนวยความสะดวกได้ ในกรณีที่แย่ที่สุดคือ ไม่สามารถเข้าถึงคริปโตเราได้เลยนั่นเอง

Bitcoin Paper Wallet

มันเป็น Javascript แบบ Open Source ที่เปิดให้ใช้บริการฟรี ๆ บนเว็บไซต์ คุณสามารถสร้าง Private และ Public Key สำหรับการเก็บ Bitcoin และทำการปริ้นรายละเอียดของ Wallet ออกมาได้ด้วยปริ้นเตอร์ของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็มี Keys และ QR เพื่อเข้าถึงและเก็บคริปโตแล้ว

สรุป

ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีไหนที่ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ในการเก็บคริปโต แต่มันก็มี Wallet มากมายถือกำเนิดขึ้นที่มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันออกไป ทำให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์และความต้องการของผู้ใช้งานคนนั้น ๆ ถ้าเกิดความปลอดภัยเป็นสิ่งที่คุณกังวลอันดับแรก ให้เลือก Hardware Wallet ถ้าเกิดความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ ให้เลือก Mobile Wallet

วิธีที่ดีที่สุดในการเก็บคริปโตคือ การนำหลากหลายทางเลือกมารวม ๆ กัน จะทำให้มั่นใจได้มากว่า ความปลอดภัยมีสูงจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมี 100,000 บาทในธนาคาร คุณคงไม่พกมันติดไว้ในกระเป๋าสตางค์ตลอดเวลา การเก็บคริปโตก็เช่นกัน ให้ทำการเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ส่วนหนึ่งที่ Cold Storage หรือ Hardware Wallet และค่อยทำงานโอนเงินส่วนหนึ่ง จำนวนย่อย ๆ ไปยัง Mobile หรือ Online Wallet แทนเพื่อที่จะใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากความสะดวกที่เพิ่มขึ้นแล้ว ระดับความปลอดภัยยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะถ้าอะไรเกิดขึ้น เรายังมีเงินเหลือแยกไว้อีกก้อนเสมอในอีก Wallet

ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม ควรที่จะมั่นใจว่า เราทำการ Backup การเข้าถึง Wallet นั้นเสมอ ถึงแม้การแฮ็กจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในวงการคริปโต แต่ก็อย่าระวังแฮ็กจนลืมจนรายละเอียดที่สำคัญของ Wallet เราไป เพราะมีหลายกรณีมาก ๆ ที่คริปโตสูญหายด้วยตัวเราเองเช่น ลืมเก็บ Seed Words, ลืม PIN, ลืม Private Keys หรือโอนผิด Wallet ก็มี