<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวรับชำระเงินด้วย Bitcoin (BTC) และ Bitcoin Cash (BCH) แล้ว

อ้างอิงจากการสัมภาษณ์ของนาย Sonny Singh กับ Bloomberg เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของบริษัท BitPay ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลการชำระเงินโดยอาศัย Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขาได้กล่าวถึงมุมมองต่อ Bitcoin ว่ามันไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่มีมูลค่าในตัวเองอย่างเช่นเงินเท่านั้น มันยังเป็นรูปแบบการชำระเงินอย่างหนึ่งด้วย โดยตัวอย่างการนำ Bitcoin ไปใช้ในปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก โดยได้กล่าวเป็นการเฉพาะว่า

“…กรณีการใช้งานส่วนใหญ่นั้นมักจะพบได้นอกประเทศสหรัฐอเมริกา…นอกจากนี้ทางบริษัท BitPay นั้นยังมีความร่วมมือกับบริษัท Avnet ซึ่งให้บริการด้าน IT แก่คู่ค้าทั่วโลก ซึ่งทาง Avnet จะใช้ระบบของพวกเราในการดำเนินชำระเงินแบบ B2B หรือการดำเนินการซื้อขายผลิตภัณฑ์ระหว่างธุรกิจด้วยกันเองในภูมิภาคเอเชียสำหรับการซื้อขายอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีมูลค่านับล้านดอลลาร์โดยอาศัย Bitcoin ซึ่งมีต้นทุนการดำเนินการที่ถูกและมีความรวดเร็วกว่าระบบธนาคารมาก สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้พวกคุณสามารถเห็นถึงกรณีการใช้งานระบบการชำระเงินดังกล่าวในระดับโลกที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในประเทศสหรัฐฯเองที่มองเห็น Bitcoin เป็นแค่เครื่องมือในการเก็งกำไรเท่านั้น ซึ่งมุมมองดังกล่าวนั้นอาจทำให้ประเทศไม่สามารถตามการพัฒนาของ Bitcoin ในพื้นที่อื่นๆทันได้ ”

นอกจากนี้ทางบริษัท BitPay ยังได้มีความร่วมมือกับบริษัท Corporate Traveller หนึ่งในกลุ่มบริษัทของ Flight Centre Travel Group ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการจัดการการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบแก่กลุ่มลูกค้าตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยความตกลงดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นให้บริการรับชำระเงินด้วยสกุลเงินคริปโตสำหรับกลุ่มลูกค้าต่างๆของทางบริษัทโดยใช้ Bitcoin หรือ Bircoin Cash สำหรับการชำระเงินค่าบริการต่างๆของบริษัทนั่นเอง ซึ่งธุรกรรมทั้งหลายนั้นจะอ้างอิงกับสกุลเงิน GBP ซึ่งจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสองวันทำการโดยปราศจากความเสี่ยงทางด้านความผันผวนของราคาในตลาดคริปโตแต่อย่างใด

นาย Andy Hegley ผู้จัดการสาขาในประเทศสหราชอาณาจักรของบริษัทดังกล่าวได้ออกมากล่าวว่า

“พวกเราได้เล็กเห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นสำหรับตัวเลือกการชำระเงินด้วย Bitcoin ในการดำเนินการจองบริการต่างๆกับทางบริษัทของเรา”

โดยเขาได้กล่าวเสริมอีกว่า ลูกค้าของพวกเขาส่วนใหญ่แล้วนั้นจะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีมูลค่าการดำเนินการตั้งแต่ 65,000 ไปจนถึง 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนนาดา, แอฟริกาใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, และอินเดีย เป็นต้น

นอกจากนี้นาย Stephen Pair ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารของ BitPay ยังได้กล่าวในงานการประชุมทางด้านเทคโนโลยี Blockchain ในเมืองวอชิงตันดีซี ของสหรัฐฯ ถึงแนวทางการพัฒนาของเทคโนโลยี Blockchain ว่าในอนาคตอันใกล้สินทรัพย์ทางดิจิทัลทั้งหลายจะถูกออกโดยอาศัยเทคโนโลยีดังกล่าว อีกทั้งการชำระเงินทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น จะถูกดำเนินการบนระบบและฐานข้อมูลบนเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดว่าการนำ Bitcoin มาใช้งานในแวดวงการเงินนั้นกำลังเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ โดยเค้ายังได้กล่าวอีกว่า

“พวกเราต่างเห็นปัญหาซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการระบบชำระเงินใหม่ๆที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทานในระดับโลกซึ่งมีที่มาจากความต้องการของเหล่าธุรกิจที่จำเป็นต้องดำเนินการชำระเงินให้แก่ผู้ขายจากประเทศอื่นๆ…ซึ่งมูลค่าการซื้อขายดังกล่าวนั้นมีตั้งแต่หลักหมื่นดอลลาร์ไปจนถึงหลักแสนดอลลาร์”

อย่างไรก็ตามนาย Stephen Pair ยังได้มองว่า Bitcoin ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีไว้เพื่อการเก็งกำไร พร้อมๆกับเป็นเครื่องมือในการนำเสนอตราสารทางการเงินรูปแบบใหม่ๆอย่างเช่น อนุพันธ์ทางคริปโต ไปจนถึงกองทุน Bitcoin ETF นั้นจะยังคงเป็นรูปแบบการชำระเงินที่มีความปลอดภัยสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งหลาย ซึ่งเห็นได้จากการพัฒนาด้านการนำไปใช้ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ โดย Bitcoin นั้นจะไม่ถูกลืมเลือนไปท่ามกลางสภาวะการซื้อขายที่ดุเดือดในตลาดอย่างแน่นอน

นาย Stephen Pair ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า

“ผมไม่เห็นด้วยกับการกล่าวว่าผู้คนต่างได้เห็นถึงการที่เหล่าผู้ค้าทั้งหลายได้ละทิ้งรูปแบบการชำระเงินนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงในทุกวันนี้นั้น พวกเรากำลังดำเนินการประมวลผลการชำระเงินจากการซื้อขายของเหล่าผู้ค้ามากกว่าที่เคยเป็นเมื่อก่อนเสียอีก โดยกว่า 40% นั้นเป็นการซื้อขายระหว่างธุรกิจ อีกทั้งกว่า 30-40% นั้นเป็นการซื้อขายเช่นเดียวกับการใช้เงินสกุลธรรมดา…สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบการชำระเงินแบบ e-commerce บนระบบออนไลน์ นอกจากนี้พวกเรายังมีบริการสำหรับการชำระเงินระหว่างบุคคลอีกด้วย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้พวกเรามั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้”