<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

4 สาเหตุใหญ่ ๆ ที่จะทำให้ขาขึ้นของราคา Bitcoin รอบนี้ไม่หยุดอยู่แค่ 20,000 ดอลลาร์

เมื่อราคาของ Bitcoin นั้นทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2019 เรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่ามันจะแตกต่างจากของเมื่อปลายปี 2017 ไหม ในบทความี้เราจะมาดูกันว่าขาขึ้นของราคาในปีนี้อาจจะไม่เหมือนกับ “ฟองสบู่” ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2017

ตามที่หลาย ๆ คนได้ออกมาชี้ว่าราคาของ BTC นั้นได้วิ่งผ่านจุดราคาจิตวิทยาที่ 10,000 ดอลลาร์แล้ว และมันก็จะเป็นการเปิดสวิชการ FOMO หรือการแย่งกันเข้ามาซื้อเหรียญในตลาดอย่างบ้าคลั่งตามที่ผู้ก่อตั้ง Fundstrat อย่างนาย Tom Lee เคยวิเคราะห์ไว้ และเขายังเคยกล่าวไว้อีกว่ามันสามารถที่จะทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ได้

ทว่านักวิเคราะห์ในตลาดอื่น ๆ อย่างนาย Tone Vays นั้นไม่เห็นด้วย เขาให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่า

“จริง ๆ แล้วผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญเลย ระดับราคาที่ 10,000 ดอลลาร์ไม่ได้ทำให้การไปต่อของราคาช้าลงเลย เหมือน ๆ กับปี 2017 และมันดูเหมือนว่า มันไม่ได้ทำให้ราคาวิ่งไปอย่างช้าลงในปี 2019 นี้เช่นกันด้วย”

นักลงทุนสถาบันเป็นผู้ขับเคลื่อนราคา

ก่อนหน้านี้ Bitcoin ได้เริ่มเข้ามาอยู่ในกลุ่มกระแสหลักเมื่อช่วงปลายปี 2017 ที่ผ่านมา โดยการเพิ่มขึ้นของราคาในครั้งนั้นมีผลมาจากเม็ดเงินของกลุ่มนักลงทุนสถาบันเสียส่วนใหญ่ ทว่าในครั้งนี้อย่างไรก็ตาม สำหรับการเพิ่มขึ้นของราคาในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะมาจากผู้คนเสียส่วนใหญ่ หากอ้างอิงจาก Google Trends

แต่อันที่จริงแล้วหากเทียบการค้นหาคำว่า Bitcoin บน Google ในขณะนี้กับของตอนปี 2017 จะพบว่าจำนวนการค้นหาในขณะนี้คิดเป็นแค่ 10% ของปี 2017 เท่านั้น ดังนั้นนั่นหมายความว่าการ FOMO ของนักลงทุนรายย่อยนั้นยังไม่เริ่มขึ้น ซึ่งเผยว่าราคาของ Bitcoin นั้นอาจพุ่งขึ้นสูงกว่าของคราวที่แล้วเสียอีก

ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการในตัว Bitcoin ของนักลงทุนสถาบันนั้นได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยหากดูความต้องการที่สูงขึ้นในตลาดฟิวเจอร์ของ CME เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมาจะพบว่ามีการเปิดสัญญาของ Bitcoin Futures ที่สูงถึง 5,190 สัญญา ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่สูงกว่า 25,000 BTC หรือเกือบ ๆ 240 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีโวลลุ่มที่สูงกว่าตอนราคาพุ่งไปแตะ 20,000 ดอลลาร์ในปี 2017 มาก

“CME Bitcoin Futures (BTC) เผยให้เห็นถึงสัญญาณด้านความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน” กล่าวโดยทวิตเตอร์ของ CME Group เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา

“มีการเปิดสัญญาซื้อขาย BTC ที่เพิ่มขึ้นถึง 543 สัญญาภายในวันเดียว ซึ่งทำให้มันทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 5,311 สัญญาในวันที่ 17 มิถุนายน (เทียบเท่า 26,555 BTC หรือประมาณ 250 ล้านดอลลาร์)”

ตัวชี้วัดอื่น ๆ ก็มีให้เห็นเช่นกัน อย่างราคาของเหรียญ GBTC หรือเหรียญที่เป็น “หลักทรัพย์ที่อิงราคาและมูลค่าของ Bitcoin เพียงอย่างเดียวที่เปิดเผยต่อสาธารณะ” บนเว็บกระดานซื้อขาย BitMEX ก็มีมูลสูงกว่าตลาอื่น ๆ ทั่วไปอีกด้วย

ปัจจัยพื้นฐานของเครือข่ายที่มากขึ้น

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าอัตราแรงขุด (hash rate) บนเครือข่ายของ Bitcoin นั้นทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 65,000,000 TH/s ซึ่งเผยให้เห็นถึงความสนใจในการกลับมาขุด Bitcoin ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก และรวมถึงความปลอดภัยของเครือข่ายที่มากขึ้นด้วยนั่นเอง เพราะมีนักยืนยันธุรกรรมที่เพิ่มมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ อย่างเช่นจำนวนการทำธุรกรรม onchain, ขนาด block, และตัววัดอื่น ๆ ก็ยังสามารถยืนยันว่าผู้คนทั่วไปกำลังเริ่มเข้ามาในตลาด blockchain แล้วด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ค่าธรรมเนียมบนเครือข่ายนั้นยังค่อนข้างต่ำ หากเปรียบเทียบกับของปี 2017 เนื่องจากว่าเราได้เห็นการพัฒนาด้านการ scaling ที่สำคัญ ๆ อย่าง SegWit และ Lightning Network ที่ช่วยแก้ปัญหาการติดขัดของเครือข่าย blockchain บนเครือข่ายได้

การลดการจ่ายรางวัลต่อ block ลงครึ่งหนึ่งในอีก 11 เดือน

การเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin สู่ระดับ 5 หลักล่าสุดนั้นเกิดขึ้นก่อนที่การ halving ของ Bitcoin จะเริ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการที่การจ่ายรางวัลต่อ block นั้นถูกลดลงครึ่งหนึ่งจาก 12.5 BTC เหลือ 6.25 BTC นั่นเอง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปี 2020 นี้

ที่น่าสนใจคือ การ halving ที่เคยเกิดขึ้นไปเมื่อตอนช่วงหน้าร้อนปี 2016 นั้นมีขึ้นหนึ่งปีก่อนที่ราคาจะพุ่งอย่างรุนแรงในปี 2017 ทว่าในขณะนี้กราฟ BTC/USD นั้นเผยให้เห็นถึงการวิ่งของราคาที่นำหน้าไปก่อนแล้ว แม้ว่าการ halving จะยังเหลืออีกตั้ง 333 วัน

หนึ่งในนักวิเคราะห์ราคา Bitcoin ชื่อดังนามแฝงว่า PlanB ได้ออกมาแนะนำว่านักลงทุนนั้นอาจไม่ต้องรอให้จำนวน supply ลดลงในครั้งนี้ก็สามารถลงทุนได้ พร้อมกล่าวเสริมว่า

“การวิ่งไปข้างหน้าของราคาจะสอดคล้องกับสมมติฐานตลาดที่มีประสิทธิภาพ: หากคุณเชื่อว่า S2F และ BTC นั้นจะมีราคาอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์ภายในพฤษภาคม 2020 ทำไมต้องรอ?”

มองภาพใหญ่

อย่างไรก็ตาม กราฟใน timeframe ขนาดเล็กนั้นแทบจะไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุนของนักลงทุนสายถือยาวเลย เนื่องจากว่ากลุ่ม “hodlers” เหล่านี้พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมกับ Bitcoin ในกระเป๋าของพวกเขา ซึ่งพวกเขามองถึงตัวแปรหลัก ๆ อย่างเช่นการที่มันมีจำนวนจำกัด, จะเอาชนะสกุลเงินยุคเก่าได้, และ supply มีการเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะยาว

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน หัวหน้าของธนาคารกลางยุโรปอย่างนาย Mario Draghi ได้ออกมาเผยว่าพวกเขากำลังเตรียมแผนการอัดฉีดเงินเข้าไปในคลัง หากเศรษฐกิจนั้นไม่ดีขึ้น ซึ่งการออกมากล่าวของเขานั้นได้รับการชื่นชมจากภาคการเงินอย่างมากมาย

ในขณะเดียวกัน นาย Draghi นั้นก็ถูกวิจารณ์โดยประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ หรือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมากล่าวว่าหากเขาทำแบบนั้น ก็จะทำให้การแข่งขันระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรม เนื่องจากว่าทาง Fed ก็เคยออกมากล่าวว่าพวกเขายังไม่ตัดสินใจที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้

นาย Anthony Pompliano ได้ออกมาทวีตกล่าวว่านี่จะทำให้ Bitcoin หายากมากขึ้นไปอีก เนื่องจากว่าดอกเบี้ยนั้นต่ำลง และมีเงินกระดาษที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นมา

“ตัดดอกเบี้ย

พิมพ์เงิน

ทำให้ BTC หายากขึ้น

ถือ Bitcoin และ short พวกธนาคาร!”

ดังนั้นเศรษฐกิจมหภาคจึงดูค่อนข้างดีต่อนักลงทุน Bitcoin ที่เทขายเงินกระดาษเพื่อมาซื้อสิ่งที่เรียกว่า “ทองคำดิจิทัล” ที่มีจำนวนจำกัดนี้

นอกเหนือจากนี้ นักลงทุนหน้าใหม่ไม่เพียงแต่เริ่มที่จะรู้ว่า supply ของ Bitcoin มีจำนวนจำกัดและมีความโปร่งใสเท่านั้น แต่พวกเขายังรู้ว่ามันยังเป็นระบบการเงินที่เปิดกว้างตัวแรกของโลก ที่ไม่มีใครสามารถเข้ามาควบคุมได้อีกด้วย

หากจะให้กล่าวสรุปแบบง่าย ๆ ก็คือ อินเตอร์เน็ทนั้นได้ปฏิวัติข้อมูลและข่าวกรองไปแล้ว และสิ่งที่ Bitcoin กำลังจะทำก็คือเรื่องการเงิน

ตัวแปรอย่างไซเคิลตลาด Bitcoin, การเข้ามาในตลาดของนักลงทุนสถาบัน, และตัวแปรพื้นฐานด้านเครือข่าย รวมถึงการลดลงของมูลค่าเงินกระดาษ อาจทำให้ราคาของ Bitcoin ในครั้งนี้นั้นพุ่งสูงกว่าของปี 2017 ก็เป็นได้

ที่มา Cointelegraph