<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ธนาคารกลางหลายประเทศกำลังพัฒนาเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองส่วนใหญ่เล็งใช้ในชีวิตประจำวันได้

รองกรรมการผู้จัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นาย Tao Zhang นั้นได้ออกมาเผยใน keynote ล่าสุดของเขาว่าเหรียญ Cryptocurrency ของธนาคารกลางหรือ CBDC นั้นถือเป็น “เงินสกุลจริงที่จะอยู่ในรูปแบบดิจิทัล และสามารถที่จะใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” อีกทั้งยังเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกออกโดยธนาคารกลางนั้นสามารถที่จะช่วยนำพามาซึ่งประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย

“อย่างแรก เราจะมีระบบการจ่ายเงินที่มีประสิทธิภาพ อย่างที่สองเพื่อการรวมระบบด้านการเงินต่าง ๆ เข้าด้วยกัน อย่างที่สาม สร้างสเถียรภาพ และลดกำแพงลงเพื่อให้บริษัทด้านการจ่ายเงินใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดได้ง่ายขึ้น อย่างที่สี่ เพื่อทำให้นโยบายด้านการเงินนั้นแข็งแกร่งขึ้น และอย่างที่ 5 เพื่อเป็นการต่อกรกับสกุลเงินดิจิใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคต”

บริษัทด้านการวิจัย CB Insights ได้ออกมาเผยแพร่รายงานที่มีชื่อว่า The Blockchain Report 2020 ที่กล่าวถึงการพัฒนาและสถานะของ CBDC ในหลาย ๆ ประเทศ โดยทางบริษัทนั้นได้ชี้ถึงประโยชน์ของ CBDC ที่มีอยู่สองประเภทด้วยกัน ซึ่งก็คือในด้านการใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน และเพื่อการขายส่ง (wholesale)

แม้ว่าเหรียญ CBDC สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้นถือเป็นเงินแบบดั้งเดิมที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่จะมาแทนที่ธนบัตรและเงินสด ที่จะช่วยทำให้พนักงานนั้นสามารถเปิดบัญชีธนาคารกับทาง Fed ได้โดยตรง แต่เหรียญ CBDC เพื่อการขายส่งนั้นจะถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกันแบบระหว่างธนาคารสู่ธนาคาร ซึ่งหากถูกติดตั้งโดยแล้วเสร็จนั้น ก็อาจจะถือเป็นภัยต่อระบบธนาคารในปัจจุบันได้

นอกจากนี้พวกเขายังชี้ว่า 80% ของธนาคารกลางทั่วโลกนั้นกำลังศึกษาการสร้างและพัฒนา CBDC และตัวเลขนั้นก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตามที่เห็นบนกราฟด้านบน นอกจากนี้ยังอธิบายถึงสถานะของโครงการด้าน CBDC ในหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่นประเทศจีนที่ประกาศเปิดตัว Digital Yen ไปเมื่อช่วงปี 2020 รวมถึงประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งในนี้ก็รวมถึงประเทศไทยด้วย

ประเทศไทยกับอินทนนท์

ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบเหรียญ Cryptocurrency ของพวกเขาที่ชื่อว่า ‘อินทนนท์’ เพื่อโอนแลกเปลี่ยนกับเหรียญ LionRock ของธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA)

โดยผลที่ได้นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นที่ค่อนข้างน่าพอใจ กล่าวคือการทำธุรกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนเหรียญดังกล่าวนั้นสามารถทำได้แบบ real-time อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำอีกด้วย

ท่ามกลางความพยายามในการสร้างเหรียญคริปโตของตัวเองจากธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศนั้นทำให้เราได้เห็นความคืบหน้าของระบบการเงินโลกยุคใหม่ที่กำลังเดินทางไปข้างหน้าเรื่อย ๆ และในอนาคตนั้นเราอาจจะไม่ต้องหันมาใช้ธนบัตรแล้วก็ได้ หากแต่ใช้แค่เหรียญคริปโตเป็นเงินหลักที่ถูกโอนผ่านระบบ Blockchain ของโลกนี้ แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงแค่โลกในอุดมคติเท่านั้น

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น