เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ได้ร่วงลงอย่างรุนแรงทดสอบจุดต่ำสุดที่ระดับ 17,580 ดอลลาร์ แต่ถึงกระนั้นนักลงทุนก็ยังคงนิ่ง ไม่หวั่นไหวไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่านักวิเคราะห์บางคนจะเริ่มออกมาคาดการณ์ถึงช่วงขาลงของตลาดบ้างแล้ว แต่ในสัปดาห์นี้ราคาเริ่มก็ได้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ที่จุดเดิมอีกครั้ง ซึ่งนี่ทำให้หลายคนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
เมื่อใดก็ตามที่ราคา Bitcoin เริ่มร่วงลดลงอย่างรุนแรง มันมักจะมีการคาดการณ์ถึงขาลงปรากฏขึ้นเสมอและแม้ว่าสิ่งนี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนรายย่อย แต่สำหรับนักเทรดมืออาชีพแล้ว พวกเขามักจะหลีกเลี่ยงข่าวลือและการมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากการแกว่งตัวของราคา
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาส่วนแบ่งตลาดของ Bitcoin ยังคงเป็นขาขึ้น โดยเปลี่ยนจาก 63.5% ไปเป็น 64.5% การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ดูเหมือนว่าน่าจะได้รับการผลักดันมาจาก MassMutual บริษัทประกันภัยชั้นนำระดับโลกที่เพิ่งได้นำเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์มาลงทุนกับ Bitcoin และการลงทุนเงินกว่า 650 ล้านดอลลาร์ของบริษัท MicroStrategy
ข่าวนี้ดูเหมือนจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า ราคานั้นอาจมีการดีดตัวกลับตัวขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 20,000 ดอลลาร์ซ้ำอีกครั้ง
จากตารางเปรียบเทียบด้านบน Bitcoin ยังคงทำได้ดีกว่าเหรียญ Altcoins 15 อันดับแรก ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยลดลงเพียงแค่ 2.5% เท่านั้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทว่าวอลุ่มซื้อขายโดยรวมนั้นกลับยังคงน่าผิดหวังเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้
นักลงทุนสถาบันแห่สะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่อง
ผู้จัดการกองทุน Crypto Grayscale Investments ยังคงเพิ่ม BTC ในพอร์ตการลงทุนของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ามากกว่า 10.7 พันล้านดอลลาร์
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Grayscale ได้ลงทุน Bitcoin เพิ่มอีก 14,050 BTC รวมเป็นทั้งหมด 561,130 BTC ดังนั้นสัปดาห์นี้จึงเป็นอีกสัปดาห์หนึ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับ Grayscale Bitcoin Trust ความตื่นเต้นที่คล้ายกันนี้สามารถเห็นได้จากอัตราค่าพรีเมี่ยมในกองทุน Bitcoin ของบริษัท โดยปัจจุบันแต่ละหุ้นมีมูลค่าการซื้อขายกันอยู่ที่ 0.00095116 BTC
ดังที่แสดงไว้ในกราฟด้านบนอัตราค่าพรีเมี่ยมได้เพิ่มขึ้นจาก 11% ไปเป็น 22% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ตัวชี้วัดค่าพรีเมี่ยมได้ร่วงแตะระดับ 8% ในวันที่ 9 ธันวาคม แต่ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วไปเป็น 16% ดังนั้นสิ่งนี้จึงสะท้อนโมเมนตัมในเชิงบวก เนื่องจากค่าพรีเมี่ยมสามารถยืนเหนือค่าเฉลี่ยราย 3 เดือนที่ 12% ได้อย่างแข็งแกร่ง
อัตรา funding rate เริ่มคงที่
สำหรับสัญญา Perpetual contracts หรือที่เรียกว่าสัญญาแลกเปลี่ยนแบบผกผันนั้นปกติแล้วจะมีเรียกการเก็บค่าธรรมเนียมที่เรียกว่าอัตรา funding rate เพื่อเป็นการรักษาความสมดุลให้กับตลาดในกรณีที่มีฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขายมากจนเกินไป แม้ว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะเปิดสัญญาในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แต่การใช้เลเวอเรจนั้นก็ยังคงแตกต่างกันอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ตลาดฟิวเจอร์สจึงจำเป็นต้องใช้อัตรา funding rate เป็นตัวกลางในการรักษาความสมดุลเอาไว้
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อฝั่งผู้ซื้อ (longs) เป็นผู้ที่ต้องการใช้เลเวอเรจมากขึ้นอัตรา funding rate ก็จะเปลี่ยนกลายเป็นบวก ดังนั้นผู้ซื้อก็จะเป็นฝั่งที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแทน แต่โดยปกติแล้วมันมักเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงช่วงขาลง หากตลาดนั้นกำลังอยูในช่วงขาขึ้น
อัตรา funding rate ที่สูงกว่าระดับ 2% ต่อสัปดาห์ นั่นหมายความว่าตลาดกำลังมีความเชื่อมั่นในช่วงขาขึ้นแบบสุดขีด ระดับนี้เป็นที่ยอมรับในช่วงตลาดช่วงขาขึ้น แต่อาจจะมีปัญหาตามมาได้ หากราคาของ BTC นั้นกำลังอยู่ในช่วง Sideway หรืออยู่ในช่วงขาลง
ในสถานการณ์เช่นนี้อัตราเลเวอเรจที่เพิ่มสูงขึ้นจากฝั่งผู้ซื้อจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการถูก liquidate บัญชีในช่วงที่ราคาร่วงลดลงอย่างน่าประหลาดใจ
ปัจจุบันตัวชี้วัดอัตรา funding rate นั้นบ่งบอกถึงระดับที่เป็นกลางหรือคงที่ และนั้นหมายความว่านักเทรดฝั่ง Short (ขาย) และ Long (ซื้อ) ใช้เลเวอเรจในระดับที่เท่า ๆ กันโดยประมาณ
ค่าพรีเมี่ยมกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
แม้ว่าอัตรา funding rate นั้นจะเป็นตัวรักษาความสมดุลให้กับตลาด แต่มันก็อาจทำให้เกิดการค่าที่บิดเบือนขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้นักเทรดมืออาชีพจึงมักจะถือครองสัญญาฟิวเจอร์สในระยะยาวพร้อมกำหนดวันหมดอายุสัญญาแทน
นักเทรดสามารถวัดระดับความแข็งแกร่งนี้ได้ โดยทำการประเมินว่าสัญญาฟิวเจอร์สนั้นมีราคาแพงกว่าการซื้อขายในตลาดสปอตหรือไม่ สัญญาฟิวเจอร์สที่มีอายุสัญญาแบบคงที่ราย 3 เดือนมักจะมีการซื้อขายด้วยอัตราค่าพรีเมี่ยมอยู่ที่ระดับ 1.5% หรือสูงกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อขายแบบสปอตทั่วไป
เมื่อใดก็ตามที่ตัวชี้วัดนี้เปลี่ยนไปเป็นลบนี่คือสัญญาที่เตือนว่าตลาดอาจกำลังเข้าสู่ช่วงขาลง
กราฟด้านบนแสดงให้เห็นว่าตัวชี้วัดได้แตะระดับสูงสุดที่ 5% ในช่วงสั้น ๆ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม แต่ต่อมาได้ปรับร่วงลดลงเป็น 2.5% เนื่องจาก Bitcoin ไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ระดับ 20,000 ดอลลาร์ขึ้นไปได้
แต่ทว่าล่าสุดของตัวชี้วัดได้ฟื้นตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 4% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักเทรดมืออาชีพที่มีต่อราคา Bitcoin
อัตราส่วน Options put/call ratio
อัตราส่วน Options put/call ratio เป็นตัวชี้วัดว่ามีการเปิดสัญญา call option (ซื้อ) หรือ put option (ขาย) มากน้อยแตกต่างกันขนาดไหน โดยทั่วไปแล้วหากกิจกรรม call options มีมากกว่าสิ่งนี้มักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงช่วงขาขึ้น ในทางตรงกันข้ามหาก put options มีมากกว่ามักจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงช่วงขาลงนั่นเอง
อัตราส่วน put-to-call ratio ที่ระดับ 0.70 จะเป็นการบ่งชี้ว่ามีการเปิดสัญญา put options ที่ล่าช้ากว่า call options ถึง 30% ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงช่วงขาขึ้นของตลาด
ในทางกลับกันตัวชี้วัดที่ระดับ 1.20 จะเป็นการบ่งชี้ว่ามีการเปิดสัญญา call options ที่ล่าช้ากว่า put options ถึง 20% ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงขาลง สิ่งหนึ่งที่เราควรต้องทราบเลยก็คือตัวชี้วัดนี้จะทำการดึงข้อมูลมาจากตลาด Bitcoin Options ทั้งหมด รวมถึงสัญญา Options ที่ยังไม่หมดอายุ
เมื่อราคา Bitcoin เริ่มเข้าใกล้ระดับ 20,000 ดอลลาร์มากขึ้นเรื่อย ๆ มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักลงทุนที่จะมองหาวิธีการป้องกันความเสี่ยงในช่วงขาลง เป็นผลทำให้อัตราส่วน put-to-call ratio พุ่งแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 0.70 ในวันที่ 2 ธันวาคม แม้ว่าอัตราส่วนจะเพิ่มขึ้น แต่มันก็ยังคงแสดงให้เห็นความนิยมในการเปิดสัญญา call options ที่มากกว่า put options ถึง 30% อยู่ดี
ปัจจุบันตัวชี้วัดอัตราส่วน put-to-call ratio ได้ย้ายกลับไปที่ระดับ 0.64 อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นตัวชี้วัดดังกล่าวจึงบ่งบอกถึงช่วงขาขึ้นในระดับปานกลาง
จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าขณะนี้ตัวชี้วัดทุกตัวยังคงมีแนวโน้มที่เป็นกลาง ดังนั้นมันอาจเพิ่มโอกาสให้กับ Bitcoin ในการพุ่งกลับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 20,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

