bitkub-banner

CTO Ledger เตือน Bitcoin 7 ล้านเหรียญเสี่ยงโดนแฮก ต้องเร่งรับมือควอนตัมคอมพิวเตอร์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CTO ของ Ledger เตือนอุตสาหกรรมคริปโตให้เร่งพัฒนาระบบป้องกันควอนตัมคอมพิวเตอร์ ก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะก้าวล้ำจนสามารถถอดรหัสเพื่อขโมย Private Key ได้
  • Bitcoin รุ่นเก่าจำนวนกว่า 7 ล้านเหรียญ รวมถึงกระเป๋าของ Satoshi Nakamoto เสี่ยงที่จะถูกแฮกมากที่สุด เพราะข้อมูล Public Key ถูกฝังไว้บนเชนอย่างถาวรมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม
  • ทั้งแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์อย่าง Ledger และเครือข่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Ethereum กำลังเร่งทดลองและวางแผนอัปเกรดระบบเข้ารหัสหลังยุคควอนตัม (Post-quantum Cryptography) เพื่ออุดช่องโหว่นี้

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

แม้พาดหัวข่าวจะดูน่ากลัว แต่ภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตระยะยาวที่ต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปี ข่าวนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความตื่นตระหนกหรือเกิดแรงเทขายในระยะสั้น ในทางกลับกัน การที่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับท็อปของวงการตื่นตัวและเริ่มลงมือแก้ปัญหาล่วงหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสถาบันถึงความปลอดภัยและเสถียรภาพของตลาดคริปโตในระยะยาว

Charles Guillemet ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Ledger ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ตชื่อดัง ออกมาเตือนถึงภัยคุกคามจาก “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” (Quantum Computing) ที่อาจกลายมาเป็นฝันร้ายของวงการคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะถูกเจาะระบบรักษาความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง Elliptic Curve Cryptography (ECC) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกุญแจสาธารณะ (Public Key) และกุญแจส่วนตัว (Private Key)

แม้ตอนนี้เทคโนโลยีควอนตัมจะยังไม่ล้ำหน้าพอที่จะแฮกบล็อกเชนได้ แต่เขาประเมินว่าในอนาคต เมื่อคอมพิวเตอร์เหล่านี้มีพลังประมวลผลถึงขีดสุด มันจะสามารถถอดรหัสระบบ ECC ได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายความว่าแฮกเกอร์จะสามารถใช้สมการทางคณิตศาสตร์คำนวณย้อนกลับ เพื่อหา “กุญแจส่วนตัว” จากข้อมูล “กุญแจสาธารณะ” ที่เปิดเผยอยู่บนเชน แล้วขโมยเงินออกไปได้ทันที

หลายคนอาจชะล่าใจและคิดว่ากุญแจสาธารณะของ Bitcoin นั้นปลอดภัยเพราะไม่ได้ถูกเปิดเผยบนเชนตลอดเวลา แต่ Guillemet ได้หักล้างความเชื่อนี้ โดยอธิบายว่าในความเป็นจริง กุญแจสาธารณะจะถูกเปิดเผยออกมาทันทีที่เราทำธุรกรรมโอนเงิน ยิ่งไปกว่านั้น กุญแจจำนวนมากก็ถูกเปิดเผยไปแล้วแบบถาวรตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่มีการขุดเหรียญ รวมถึงเกิดจากพฤติกรรมการใช้ที่อยู่กระเป๋าเงิน (Wallet Address) ซ้ำไปซ้ำมาของผู้ใช้งาน ด้วยเหตุนี้ การจะมานั่ง “รอดูสถานการณ์” จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป อุตสาหกรรมคริปโตต้องเริ่มวางรากฐานการป้องกันตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่เทคโนโลยีควอนตัมจะถูกนำมาใช้โจมตีจริง

อย่างไรก็ตาม โลกคริปโตไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังพัฒนาระบบเข้ารหัสยุคใหม่ที่เรียกว่า “Post-quantum Cryptography” เพื่อมารับมือกับปัญหานี้โดยเฉพาะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ แบบอิงตามแฮช (Hash-based) ที่เน้นความปลอดภัยสูงมากแต่แลกมากับขนาดไฟล์ที่ใหญ่ และแบบอิงโครงตาข่าย (Lattice-based) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ขยายขนาดได้ดีกว่า แต่อาจจะต้องใช้เวลาทดสอบความเสถียรในระยะยาว

ปัญหาท้าทายในตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่การเขียนสมการคณิตศาสตร์ แต่อยู่ที่การนำระบบใหม่เหล่านี้ไปยัดใส่ในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต ซึ่งถือเป็นป้อมปราการด่านสุดท้ายที่ปลอดภัยที่สุดของนักลงทุน Guillemet เผยว่า Ledger กำลังซุ่มทดลองนำระบบป้องกันควอนตัมนี้ไปรันในชิปความปลอดภัยของตัวอุปกรณ์โดยตรง แต่ก็ยังเจอปัญหาคอขวดที่สำคัญคือ ข้อจำกัดด้านพื้นที่หน่วยความจำ (RAM) และภาระการประมวลผลที่หนักหน่วงเกินไป

ชี้เป้า Bitcoin 7 ล้านเหรียญที่เสี่ยงโดนปล้น

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากควอนตัมคอมพิวเตอร์เจาะระบบสำเร็จ เหรียญ Bitcoin กว่า 7 ล้าน BTC จากทั้งหมด 19.99 ล้าน BTC ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ (รวมถึงเหรียญของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ราว 1 ล้านเหรียญ) จะตกอยู่ในความเสี่ยงทันที

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะระบบการโอนเงินยุคแรกของ Bitcoin ที่เรียกว่า P2PK (Pay-to-Public-Key) จะฝังกุญแจสาธารณะไว้บนเชนโดยตรง แม้ว่าระบบกระเป๋าเงินยุคใหม่จะพัฒนาให้ซ่อนข้อมูลไว้และโชว์แค่ค่าแฮชจนกว่าจะมีการโอนเงินออกไปแล้วก็ตาม แต่สำหรับกุญแจสาธารณะรุ่นเก่าที่เคยถูกเปิดเผยไปแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกประทับตราฝังรากลึกอยู่บนเชนแบบถาวร ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถเจาะรหัสเหล่านี้ย้อนกลับได้ทั้งหมด

ความน่ากลัวของภัยคุกคามนี้ทำให้บิ๊กเนมในวงการต้องขยับตัวรับมืออย่างเร่งด่วน โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ก็เพิ่งกางแผนงานเตรียมอัปเกรดเครือข่าย เพื่อสร้างเกราะป้องกันระบบนิเวศของ Ethereum จากการโจมตีของควอนตัมคอมพิวเตอร์ในระยะยาวเช่นกัน


ภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่คนในวงการคริปโตรู้ว่ามีอยู่จริงและกำลังนับถอยหลัง การที่กุญแจสาธารณะรุ่นเก่าของ Bitcoin จำนวนมหาศาลเสี่ยงต่อการถูกถอดรหัสนั้นถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ท้าทายมาก อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านักพัฒนาบล็อกเชนมีความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ความพยายามเชิงรุกของบริษัทอย่าง Ledger ในการพยายามอัดระบบความปลอดภัยขั้นสูงลงไปในอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ถือเป็นการตอกย้ำว่า อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้รอให้วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก นักลงทุนจึงสามารถสบายใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ควรติดตามข่าวสารการอัปเกรดเครือข่ายอย่างใกล้ชิด เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ป้องกันในวันนี้ จะกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกการเงินในทศวรรษหน้า

ที่มา: u.today