สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 68,000 ดอลลาร์ และแตะ 70,000 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ รับข่าวสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทวีความรุนแรง
- โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันปฏิบัติการถล่มขีปนาวุธอิหร่านยังดำเนินต่อเนื่องแบบรายชั่วโมง ส่งผลให้ตลาดประเมินความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อจากการทำสงคราม
- นักวิเคราะห์ชี้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์น่าสนใจกว่าเงินสดและแร่เงิน ท่ามกลางสภาวะที่รัฐบาลต้องใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลเพื่อสนับสนุนการรบ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
สถานการณ์สงครามมักนำมาซึ่งความไม่แน่นอน แต่ในบริบทนี้ ตลาดกำลังตีความว่าการทำสงครามจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและการพิมพ์เงินของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้กับสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ (Hard Assets) อย่าง Bitcoin การที่ราคาดีดกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วหลังข่าวร้าย สะท้อนให้เห็นถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มอง Bitcoin เป็น “ทองคำดิจิทัล” ในยามวิกฤต
ราคา Bitcoin ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสองสัปดาห์เฉียด 70,000 ดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยกอดคอสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นสวนทางกับสถานการณ์ความตึงเครียด หลังสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่านล่วงเข้าสู่วันที่สาม
พี่ใหญ่แห่งวงการคริปโตมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันอย่างคึกคักที่ระดับราคาประมาณ 68,938 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.4 เปอร์เซ็นต์ในช่วงวันที่ผ่านมา ข้อมูลจากแพลตฟอร์มกระดานเทรดชั้นนำอย่าง Coinbase และ CoinMarketCap แสดงให้เห็นว่าราคา Bitcoin ได้พุ่งทะลุแนวต้านสำคัญที่ 70,000 ดอลลาร์ไปได้ช่วงสั้น ๆ ก่อนจะย่อตัวลงมาเล็กน้อย
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ ราคา Bitcoin เคยร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 63,100 ดอลลาร์ ทันทีที่มีข่าวการทิ้งระเบิดในอิหร่านแพร่สะพัดออกมา ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับฟื้นตัวขึ้นตลอดทั้งวัน ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ทางด้านตลาดเหรียญทางเลือก Ethereum ก็ปรับตัวขึ้น 3.2 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 2,032 ดอลลาร์ ในขณะที่ Solana และ XRP ก็บวกขึ้นมา 3.5 เปอร์เซ็นต์ และ 1.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ดัชนี Nasdaq Composite ของสหรัฐฯ เปิดตลาดมาด้วยตัวเลขติดลบ แต่ก็สามารถดีดตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 0.39 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ S&P 500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง และ Dow Jones ปรับลดลงเล็กน้อย การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการพลิกกลับจากความหวาดกลัวในช่วงแรกที่สงครามปะทุขึ้น ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันชัดเจนจากทำเนียบขาวว่าปฏิบัติการทางทหารยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น
“กองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินปฏิบัติการรบขนาดใหญ่ในอิหร่านต่อไป” ทรัมป์กล่าวในระหว่างพิธีมอบเหรียญเกียรติยศแก่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ “เรากำลังทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน และพวกคุณจะได้เห็นผลงานกันแบบรายชั่วโมง”
Stephen Coltman หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคของ 21Shares วิเคราะห์ว่า ตลาดกำลังจับตาดูว่าผู้นำที่เหลืออยู่ของอิหร่านจะรีบเจรจาข้อตกลงกับรัฐบาลทรัมป์เพื่อยุติศึก หรือภูมิภาคนี้จะต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงที่ยืดเยื้อต่อไป
ไม่ว่าผลจะออกมาหน้าไหน ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อในสหรัฐฯ กำลังพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้สินทรัพย์ที่มีจำกัดอย่าง Bitcoin ดูน่าสนใจกว่าการถือเงินสด แม้ว่าในช่วงแรกนักลงทุนจะแห่ไปถือดอลลาร์เพื่อความปลอดภัยก็ตาม การที่ความขัดแย้งดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น และรัฐบาลต้องอัดฉีดงบประมาณเพื่อทำสงคราม ย่อมทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้น ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากยังเท่าเดิม ดังนั้นคนจึงต้องหาทางเลือกอื่นเพื่อรักษามูลค่าเงินในกระเป๋า
ความแข็งแกร่งของ Bitcoin ยังสวนทางกับความอ่อนแอของโลหะมีค่าบางประเภท แม้ทองคำจะบวกขึ้น 1.3 เปอร์เซ็นต์ แต่แร่เงินกลับร่วงหนักถึง 7 เปอร์เซ็นต์ นักวิเคราะห์จาก IG มองว่าการที่แร่เงินร่วงแรงและทองคำเริ่มตื้อ ๆ ยิ่งทำให้ Bitcoin ดูโดดเด่นขึ้นมาในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก และดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะเริ่มชินชากับข่าวสงคราม ตราบใดที่มันไม่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้
ปฏิกิริยาของราคา Bitcoin ในรอบนี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า มันเริ่มทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนทองคำซะทีเดียว ปกติเวลาเกิดสงคราม สินทรัพย์เสี่ยงมักจะถูกเทขายก่อนเพื่อน แต่ครั้งนี้ Bitcoin ดีดตัวกลับมาพร้อมกับหุ้นเทคโนโลยี แสดงว่านักลงทุนกำลังมองข้ามความเสี่ยงระยะสั้นไปที่ “ผลกระทบทางการเงิน” ระยะยาวของสงคราม นั่นคือ เงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์จากการทำ QE หรือการอัดฉีดงบประมาณทางทหาร ถ้าทรัมป์ยังเดินหน้าถล่มอิหร่านไม่เลิก เครื่องพิมพ์เงินก็ต้องทำงานหนักขึ้น และนั่นคือสัญญาณซื้อสำหรับ Bitcoin ที่ชัดเจนที่สุด
ที่มา: yahoo
