สรุปข่าว
- Michael Saylor ประกาศว่าวัฏจักรราคา 4 ปีของ Bitcoin “ตายแล้ว” และราคาจากนี้จะถูกกำหนดโดยกระแสเงินทุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่
- ข้อมูลตลาดล่าสุดเดือน เม.ย. 2569 ชี้ว่า ETF และ Strategy ซื้อสุทธิกว่า 94,000 BTC ในเดือนมีนาคม แต่แรงขายรวมตลาดยังสูงถึง 157,000 BTC ทำให้ราคายังกดดัน
- นักวิเคราะห์รายอื่นอย่าง Lyn Alden ก็มองตรงกันว่าวัฏจักรเดิมกำลังเปลี่ยนไป แต่ยังมีบางส่วนที่เชื่อว่าวัฏจักรเพียงแค่ “วิวัฒนาการ” ไม่ได้หายไปทั้งหมด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
มุมมองของ Saylor สะท้อนทิศทางที่สถาบันการเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกในระยะยาว แต่ในระยะสั้นข้อมูลล่าสุดของเดือนเมษายน 2569 ชี้ว่าแรงขายยังเกินแรงซื้อสถาบัน ทำให้ราคาไม่ได้พุ่งขึ้นทันที ตลาดจึงยังอยู่ในภาวะรอดูทิศทาง
ตามรายงานจาก CoinDesk Michael Saylor ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร MicroStrategy (ปัจจุบันรู้จักในชื่อ Strategy) ได้ออกมาประกาศมุมมองสำคัญว่า “วัฏจักรราคา 4 ปีของ Bitcoin ตายแล้ว” โดยระบุว่าราคาของ Bitcoin ในปัจจุบันนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ไม่ใช่จากเหตุการณ์ Halving อีกต่อไป คำพูดดังกล่าวของ Saylor มาจากการให้สัมภาษณ์กับ CNBC Crypto World เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 และยังคงเป็นที่พูดถึงในวงการคริปโตจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ราคา Bitcoin อยู่ที่ $67,357 หรือเพิ่มขึ้น 0.68% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Saylor มองว่าอะไรมาแทนที่วัฏจักร 4 ปี
Saylor ระบุชัดว่า “เกมเปลี่ยนจากแรงกระแทกด้านอุปทาน ไปสู่แรงกระแทกด้านอุปสงค์เชิงโครงสร้าง ที่ถูกออกแบบโดยสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก” และมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งถาวร เขายังกล่าวอีกว่าเมื่อระบบธนาคารปล่อยสินเชื่อ “หลายหมื่นล้านดอลลาร์” เข้ามาในตลาด Bitcoin ผลกระทบจากเหตุการณ์ Halving ก็กลายเป็นเพียง “ตัวเลขปัดเศษ” ที่ไม่มีนัยสำคัญอีกต่อไป
นอกจากนี้ Saylor ยังได้ย้ำในโพสต์บน X ว่า “Bitcoin ชนะแล้ว ทั่วโลกยอมรับว่า BTC คือสินทรัพย์ดิจิทัล ธนาคารและสินเชื่อดิจิทัลจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโตของ Bitcoin ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือแนวคิดที่ผิดพลาดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเขามองตลาดคริปโตในมิติที่กว้างกว่าแค่การขึ้นลงของราคาระยะสั้น
ตัวเลขสถาบันหนุน แต่แรงขายยังมากกว่า
ข้อมูลตลาดในเดือนมีนาคม 2569 สนับสนุนมุมมองของ Saylor บางส่วน เพราะกองทุน ETF Bitcoin สัญชาติสหรัฐฯ บันทึกเงินไหลเข้าสุทธิ 1,320 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเดือนแรกที่เป็นบวกนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 และยังถือเป็นการสิ้นสุดช่วงเงินไหลออกต่อเนื่องนานถึง 4 เดือน ทั้ง BlackRock และ Fidelity ต่างถูกระบุว่าเป็นผู้เล่นสถาบันที่สำคัญในตลาดนี้ ขณะที่ Charles Schwab และ Citigroup ก็ประกาศแผนเตรียมให้บริการดูแลสินทรัพย์และสินเชื่อที่มี Bitcoin เป็นหลักประกันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลออนเชนเดือนเมษายน 2569 กลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น โดยพบว่า ETF และ Strategy ซื้อสุทธิรวมกันประมาณ 94,000 BTC ในเดือนมีนาคม แต่ยอดขายรวมทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 157,000 BTC ส่งผลให้ความต้องการที่ปรากฏลดลงถึง -63,000 BTC ในช่วง 30 วัน นอกจากนี้ ดัชนี Crypto Fear & Greed ยังคงอยู่ในโซน “กลัวสุดขีด” แม้จะมีสถาบันสะสมอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายย่อยยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในรอบนี้
นักวิเคราะห์รายอื่นมองอย่างไร
Saylor ไม่ได้เป็นคนเดียวที่มองทิศทางนี้ Lyn Alden นักวิเคราะห์ชื่อดังก็ระบุในทำนองเดียวกันเมื่อเดือน ก.พ. 2569 ว่าวัฏจักร 4 ปี “ตายแล้ว” เพราะอุปทานใหม่จากการ Halving นั้น “เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น เช่น อัตราการเข้ามาของนักลงทุนรายใหม่ขนาดใหญ่” อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์บางส่วนที่เชื่อว่าวัฏจักรดังกล่าวไม่ได้หายไป แต่กำลัง “วิวัฒนาการ” เพื่อปรับตัวกับโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Cathie Wood ชี้ Bitcoin จะไม่ขึ้นลงแรงอีกแล้ว พร้อมตั้งเป้าไว้ที่ $761,900 ภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าโครงสร้างตลาด Bitcoin กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากการเข้ามาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า แรงซื้อ Bitcoin จากสถาบันพุ่งแรงสุดในรอบ 6 เดือน แต่ราคายังไม่วิ่งตาม ซึ่งสอดรับกับภาวะตลาดในปัจจุบันที่ยังน่ากังวล
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่ามุมมองของ Saylor น่าสนใจและมีข้อมูลรองรับในระดับหนึ่ง การที่ ETF และสถาบันการเงินใหญ่อย่าง Charles Schwab หรือ Citigroup เริ่มเข้ามาจริงๆ นั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด แต่ก็ยังต้องระวังว่าคำพูดของ Saylor มักจะเป็นขาเดียว เพราะเขาถือ Bitcoin จำนวนมหาศาลอยู่ ที่น่าจับตาดูจริงๆ ตอนนี้คือตัวเลขแรงขายที่ยังสูงกว่าแรงซื้อสถาบัน ถ้าสถาบันซื้อสุทธิเดือนละ 94,000 BTC แต่ตลาดยังขายออก 157,000 BTC ราคาก็คงยังกดดัน จนกว่าแรงขายจะเริ่มอ่อนลงหรือแรงซื้อสถาบันจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
ที่มา: @CoinDesk
ภาพจาก AI
