สรุปข่าว
- เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ส.ส. Dr. Ko Ju-Chun ได้ยื่นรายงาน Bitcoin Policy Institute (BPI) ว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งกองทุนสำรอง Bitcoin แก่นายกรัฐมนตรี Cho Jung-tai และ ผู้ว่าการธนาคารกลาง Yang Chin-long โดยตรงในระหว่างการประชุมสภานิติบัญญัติอย่างเป็นทางการ นับเป็นครั้งแรกที่รายงานนี้ถูกนำเสนอต่อหัวหน้ารัฐบาลโดยตรง
- ไต้หวันถือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ $602,000 ล้านดอลลาร์ โดยมากกว่า 80% ผูกอยู่กับสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่ง Dr. Ko โต้แย้งว่าสิ่งที่เป็นอยู่สร้างความเปราะบางต่อความเสื่อมค่าของสกุลเงินและการหยุดชะงักทางภูมิรัฐศาสตร์
- Dr. Ko ยังขอให้ธนาคารกลางจัดทำรายงานใหม่ภายใน 1 เดือน ครอบคลุมเรื่อง stablecoin และทุนสำรองใน digital asset ซึ่งเป็นการกดดันเชิงสถาบันอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ธนาคารกลางปฏิเสธ Bitcoin ในปลายปี 2568
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
แม้การยื่นรายงานยังไม่ใช่การตัดสินใจซื้อ Bitcoin จริง แต่การที่ไต้หวันประเทศที่มีทุนสำรองขนาด $602.000 ยกระดับการดีเบตเรื่องคลังสำรอง Bitcoin ขึ้นมาถึงระดับนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลาง สะท้อนโมเมนตัมที่กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ในเวทีโลก แม้เพียง 1% ของ $602,000 ล้านก็มีมูลค่ามหาศาลมากเพียงพอถ้าแบ่งมาเก็บเป็น Bitcoin ซึ่งจะเป็นตัวเร่งในการเติบโตที่ทรงพลังมาก
จากสภาสู่โต๊ะนายกฯ
ในวันที่ 29 เมษายน 2569 Dr. Ko Ju-Chun สมาชิกสภานิติบัญญัติไต้หวัน ได้ยื่นรายงาน Bitcoin Policy Institute (BPI) ต่อนายกฯ Cho Jung-tai และผู้ว่าการธนาคารกลาง Yang Chin-long โดยตรงในการประชุมอย่างเป็นทางการที่สภานิติบัญญัติ
เหตุการณ์นี้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากการผลักดันในปี 2568 ที่ผ่านมาเพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่คำถามในที่ประชุม แต่เป็นการยื่นเอกสารวิจัยอย่างเป็นทางการถึงมือผู้มีอำนาจระดับสูง
ทำไมไต้หวันถึง “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องพิจารณา Bitcoin?
รายงาน BPI ซึ่งเขียนโดย Jacob Langenkamp นักวิจัย BPI เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 เตือนว่า “ในสถานการณ์ที่ทองคำทางกายภาพถูกกักเก็บเอาไว้และทุนสำรองดอลลาร์ถูกจำกัดเอาไว้เช่นกัน Bitcoin ยังคงสามารถเข้าถึงได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องผ่านการขนส่งทางกายภาพ” ซึ่งนี่คือประเด็นหลักที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างจากทองคำและพันธบัตรสำหรับไต้หวันโดยเฉพาะ
ไต้หวันถือทุนสำรอง $602,000 ล้านดอลลาร์ แต่มากกว่า 80% ถูกผูกอยู่กับสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่ง Dr. Ko มองว่าสร้างความเสี่ยงต่อค่าเงินและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับสูง
Dr. Ko ยังตั้งคำถามต่อผู้ว่าการธนาคารกลางที่บอกว่า “ปี 2030 ยังอีกนาน” ด้วยการถามกลับว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ใต้หวันรอถึงปี 2030 ได้จริงหรือ?
การที่ Dr. Ko Ju-Chun ยืนหยัดผลักดันประเด็นกองทุนสำรอง Bitcoin ตั้งแต่พฤษภาคม 2568 จนถึงวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ยื่นรายงาน BPI ต่อนายกฯ โดยตรง แสดงให้เห็นว่า Bitcoin ในฐานะคลังสำรองไม่ใช่แค่ “ความคิดเห็น” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวาระนโยบายระดับชาติ ไต้หวันอยู่ในสถานะที่น่าสนใจที่สุดในบรรดาประเทศที่กำลังพิจารณากองทุนสำรอง Bitcoin เพราะมีปัญหาเรื่องพรมแดนที่ชัดเจนด้วยความตึงเครียดกับจีนทั้งยังมีทุนสำรองขนาดใหญ่พอที่จะกระจายไปในหลายสินทรัพย์ได้และมีผู้นำทางนิติบัญญัติที่กล้าผลักดันเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ถ้าธนาคารกลางออกรายงานใหม่ภายใน 1 เดือนตามที่ถูกร้องขอ และมีท่าทีผ่อนคลายลงจากปี 2568 นั่นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดในเอเชียก็ว่าได้
ที่มา: Coin Bureau, PR Newswire, MoneyCheck, CoinPedia, CryptoBriefing, FX Leaders,Decrypt
