สรุปข่าว
- วาฬคริปโตนิรนามได้ยื่นฟ้องกระดานเทรด Coinbase โดยกล่าวหาว่าทางแพลตฟอร์มปฏิเสธที่จะคืนเงินทุนซึ่งถูกขโมยไปจากเหตุการณ์โจมตีแบบฟิชชิงเมื่อปี 2024
- นักสืบออนเชนสามารถแกะรอยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปซึ่งมีมูลค่ากว่า 55 ล้านดอลลาร์ในรูปแบบของเหรียญ DAI จนพบว่าถูกโอนไปยังบัญชีบน Coinbase และทางกระดานเทรดก็ได้ทำการอายัดเงินดังกล่าวไว้แล้ว
- ผู้เสียหายอ้างว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานกว่าหนึ่งปีครึ่งแต่ก็ยังไม่ได้รับเงินคืนเนื่องจาก Coinbase ยืนยันว่าจะไม่ยอมปล่อยเงินจนกว่าจะมีคำสั่งศาลบังคับให้ดำเนินการ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่กระดานเทรดขนาดใหญ่ถูกฟ้องร้องจากลูกค้ารายใหญ่เกี่ยวกับความล่าช้าในการจัดการสินทรัพย์ที่ถูกขโมยอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสร้างความกังวลด้านภาพลักษณ์ของแพลตฟอร์มในระยะสั้น
วาฬคริปโตนิรนามซึ่งอาศัยอยู่ในเปอร์โตริโกได้ยื่นฟ้องร้อง Coinbase เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่ากระดานเทรดคริปโตแห่งนี้ล้มเหลวในการส่งมอบเงินทุนที่ถูกขโมยไปจากผู้ใช้งานในเหตุการณ์การแฮ็กเมื่อปี 2024 คืนให้กับเจ้าของ
แม้ว่ารายละเอียดสำคัญบางส่วนในเอกสารคำฟ้องจะถูกปกปิดเอาไว้ แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแฮ็กนั้นมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับเหตุการณ์โจมตีครั้งใหญ่ในเดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งในเวลานั้นมีผู้ใช้งานคริปโตรายหนึ่งสูญเสียเหรียญ Stablecoin บนเครือข่าย Ethereum อย่าง DAI มูลค่ากว่า 55 ล้านดอลลาร์ไปหลังจากตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์ที่ใช้วิธีฟิชชิง
คำฟ้องซึ่งถูกยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในซานฟรานซิสโกเมื่อวันจันทร์ระบุว่า หลังจากเกิดการแฮ็ก วาฬรายนี้ได้ว่าจ้างบริษัทสืบสวนออนเชนหลายแห่งเพื่อแกะรอยสินทรัพย์คริปโตดังกล่าว ในท้ายที่สุดนักสืบสามารถตามรอยเงินที่ถูกขโมยไปจนพบว่าไปจบอยู่ที่บัญชีของ Coinbase และในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2024 ทางกระดานเทรดก็ยืนยันว่าได้ระบุตำแหน่งของเงินทุนดังกล่าวแล้วพร้อมทั้งทำการอายัดไว้ระหว่างรอการสืบสวน
อย่างไรก็ตาม วาฬคริปโตรายนี้อ้างว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมาหนึ่งปีครึ่งแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้รับคริปโตคืน โดย Coinbase แจ้งว่าจะไม่ยอมคืนเงินทุนดังกล่าวให้จนกว่าจะถูกบังคับโดยคำสั่งศาล ในขณะที่ทางฝั่ง Coinbase ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
เหตุการณ์แฮ็กเหรียญ DAI มูลค่า 55 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ถูกตรวจพบเป็นครั้งแรกโดยนักสืบคริปโตออนเชนนามแฝง ZachXBT โดยแฮ็กเกอร์ได้ใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Inferno Drainer ในการสร้างหน้าล็อกอินปลอมสำหรับ DeFi Saver ซึ่งเป็นเครื่องมือจัดการคริปโตที่ผู้เสียหายใช้งานอยู่
ผู้เสียหายซึ่งคิดว่าตนเองกำลังเข้าสู่ระบบของเว็บไซต์จริง ได้เผลอส่งมอบสิทธิ์ในการควบคุมกระเป๋าเงินให้กับแฮ็กเกอร์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งคนร้ายได้ทำการโอน DAI ไปยังกระเป๋าเงินคริปโตใบอื่นทันทีและเริ่มกระบวนการฟอกเงินผ่านบริการผสมเหรียญ (Coin Mixing) โดยในคำฟ้องที่ยื่นต่อ Coinbase สัปดาห์นี้ โจทก์ยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้สังเกตว่าหน้าล็อกอินปลอมซึ่งควรจะเป็น DefiSaver.com นั้นกลับลงท้ายด้วย .app แทน
ที่มา: decrypt
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าเคสนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความซับซ้อนในกระบวนการทางกฎหมายเมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมบนโลกคริปโตครับ แม้ว่าบล็อกเชนจะมีความโปร่งใสจนสามารถตามรอยเงินที่ถูกขโมยไปได้ แต่เมื่อเงินเหล่านั้นไปตกอยู่ในมือของสถาบันที่ถูกควบคุมด้วยกฎหมายอย่าง Coinbase พวกเขาก็จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนที่รัดกุมเพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องกลับจากการโอนเงินผิดคน การเรียกร้องคำสั่งศาลจึงเป็นกลไกป้องกันตัวพื้นฐานของกระดานเทรด สำหรับนักลงทุนทั่วไป ข่าวนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนให้เราต้องตรวจสอบ URL ให้ละเอียดทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม เพราะแค่ .com กับ .app ก็สามารถทำให้สูญเงินหลักพันล้านบาทได้ในพริบตาครับ

