สรุปข่าว
- กองทุนระดับโลกอย่าง Fidelity ยืนยันว่า Bitcoin ได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาทัดเทียมสินทรัพย์ดั้งเดิมแล้ว โดยมีสถิติชนะสินทรัพย์กลุ่มเดียวกันถึง 73%
- ข้อมูลชี้ว่าการเพิ่ม Bitcoin เข้าไปเพียง 1% ในพอร์ตมาตรฐานหุ้น 60% พันธบัตร 40% สามารถดันผลตอบแทนทบต้นให้พุ่งสูงขึ้นถึง 30%
- นักวิเคราะห์แนะนำว่าการจัดสรรเงินลงทุนใน Bitcoin ที่ 1-2% คือสัดส่วนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด แม้การใส่เงินมากกว่านี้จะเพิ่มผลกำไรก็ตาม
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Fidelity Investments บริษัทจัดการสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เผยแพร่รายงานที่ยกย่องให้ Bitcoin เป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลักแห่งยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงได้อย่างยอดเยี่ยม โดยนักวิเคราะห์ได้ชูแนวคิด ก้าวออกจากศูนย์ ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาล เพียงแค่จัดสรรเงิน 1-2% เข้าไปในพอร์ตมาตรฐานก็สามารถยกระดับผลตอบแทนทบต้นได้สูงถึง 30% พร้อมปรับปรุงอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงให้ดีขึ้น 20% โดยไม่ทำให้พอร์ตผันผวนจนเกินไป ถือเป็นจุดสมดุลที่ดีที่สุดในการใช้ประโยชน์จากอุปทานที่จำกัดของ Bitcoin เพื่อป้องกันเงินเฟ้อและสร้างการเติบโตในระยะยาว
Fidelity บริษัทผู้จัดการสินทรัพย์ชื่อดัง เปิดเผยว่าปัจจุบัน Bitcoin ได้วิวัฒนาการขึ้นเป็นสินทรัพย์หลักประเภทหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ่ทัดเทียมกับสินทรัพย์ของตลาดดั้งเดิม ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง
ข้อมูลของ Fidelity พบว่า Bitcoin มักจะติดอันดับหนึ่งในสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดอยู่เสมอ โดยสามารถทำผลตอบแทนชนะสินทรัพย์ในกลุ่มเดียวกันได้ถึงประมาณ 73% ของช่วงเวลาทั้งหมด
รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึง ผลตอบแทนเทียบต่อความเสี่ยงที่โดดเด่นของ Bitcoin รวมถึงความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทที่เป็นไปได้ในการเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากนโยบายการเงิน
นอกจากนี้ การที่ Bitcoin มีความสัมพันธ์กับหุ้นและพันธบัตรในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ยังทำให้ตัวของ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากจำนวนอุปทานที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว และการขยายตัวของเครือข่ายผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลงน้อยแต่ได้ใหญ่
นักวิเคราะห์จาก Fidelity ยืนยันว่า แม้พอร์ตจะมีการแบ่งสัดส่วนลงทุน Bitcoin เป็นจำนวนน้อยนิด แต่การลงทุนใน Bitcoin จะช่วยทำให้ภาพรวมของพอร์ตแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขายกตัวอย่างขึ้นมาว่า ขอเพียงแค่นักลงทุนเพิ่ม Bitcoin เพียง 1% เข้าไปในพอร์ตลงทุนมาตรฐานแบบหุ้น 60% และพันธบัตร 40% Bitcoin จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนทบต้นได้สูงถึงประมาณ 30% และช่วยยกระดับผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ให้ดีขึ้นถึง 20% โดยที่ส่งผลกระทบต่อการขาดทุนสูงสุดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
บริษัทระบุว่า ประสิทธิภาพสูงสุดของการลงทุนใน Bitcoin จะได้มาจากการจัดสรรสินทรัพย์ในสัดส่วน 1% ถึง 2% แรก
การขยับออกจากศูนย์ เช่นนี้ นับเป็นการยกระดับพอร์ตการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา ในขณะที่การจัดสรรในสัดส่วนที่มากกว่านี้จะยังคงช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น แต่ก็จะทำให้ความผันผวนของพอร์ตเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
กล่าวคือ การเพิ่มสัดส่วนใน Bitcoin มากขึ้นแม้จะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นแต่ความเสี่ยงของพอร์ตก็จะสูงขึ้นตามทำให้ 1-2% เป็นตัวเลขที่ปลอดภัยที่สุด และสำหรับพอร์ตเงินสำรองของบริษัท ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะยิ่งชัดเจนมากกว่าเดิม
ดังนั้น การจัดสรร Bitcoin เพียง 1% จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้มากกว่าหนึ่งเท่าตัว ทั้งยังช่วยลดการ Drawdowns และยกระดับ Sharpe Ratio ให้ดีขึ้นกว่า 40% ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพในการช่วยกระจายความเสี่ยงของ Bitcoin ได้เป็นอย่างดี
ที่มา : Benzinga
มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่รายงานกำลังจะสื่อคือการแบ่งเงิน 1% มาซื้อ Bitcoin นั้นหมายความว่า ความเสี่ยงสูงสุดที่คุณจะเสียคือ 1% ของพอร์ต ซึ่งแทบไม่กระทบต่อความมั่งคั่งโดยรวมเลย แต่ในทางกลับกัน หาก Bitcoin เติบโต 10 เท่า เงิน 1% นั้นจะกลายเป็น 10% ของพอร์ต ซึ่งจะช่วยลากผลตอบแทนรวมให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Bitcoin ถึงโดดเด่นและเหมาะกับการกระจายความเสี่ยง

