bitkub-banner

Near One เตือน ภัยคุกคามคริปโตจากควอนตัม อาจเลวร้ายลง หากไม่เร่งพัฒนาระบบนี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ทีมพัฒนา Near One ชี้ว่าเครือข่ายบล็อกเชนอาจจำเป็นต้องพัฒนาระบบยืนยันความเป็นเจ้าของแบบใหม่เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่อาจเจาะ Private key และขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลได้
  • ข้อเสนอแนะเบื้องต้นคือการนำเทคโนโลยี Zero-knowledge proof มาใช้เพื่อให้เจ้าของตัวจริงสามารถพิสูจน์สิทธิ์ผ่าน Seed phrase ได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการแยกแยะระหว่างเจ้าของกับแฮ็กเกอร์
  • เครือข่ายชั้นนำอย่าง Ethereum Solana และ Bitcoin ต่างก็เริ่มตื่นตัวและเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงระบบลายเซ็นดิจิทัลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากควอนตัมในอนาคตเช่นเดียวกัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

ทีมวิจัยและพัฒนาเบื้องหลังเครือข่าย Layer-1 อย่าง NEAR Protocol หรือ Near One ออกมาเตือนว่าโปรโตคอลบล็อกเชนที่กำลังเตรียมรับมือกับภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมควรหันมาให้ความสำคัญกับวิธีการตรวจสอบความเป็นเจ้าของอย่างรวดเร็วในกรณีที่เงินทุนถูกขโมยไปแล้วด้วย

ความกังวลที่ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจสามารถเจาะทะลุระบบการเข้ารหัสของบล็อกเชนได้ในที่สุดนั้น ทำให้เกิดความหวาดหวั่นเรื่องความปลอดภัยของ Private key และกระเป๋าเงิน แต่บทสนทนาส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นไปที่การหาวิธีป้องกันการโจมตีเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว

Anton Astafiev ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Near One กล่าวว่าเราจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าคนที่กำลังทำธุรกรรมอยู่คือเจ้าของสินทรัพย์ที่แท้จริงหรือไม่ ซึ่งโปรโตคอลบล็อกเชนจะถูกบีบให้ต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากว่าจะทำการระงับกระเป๋าเงินคริปโตที่ถูกเจาะระบบดีหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ตลาดกลายเป็นดินแดนไร้กฎหมาย

Astafiev เสนอแนวทางว่าเทคโนโลยี Zero-knowledge proof อาจช่วยให้เจ้าของที่แท้จริงสามารถแสดงหลักฐานการรู้ Seed phrase ดั้งเดิมได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ซึ่งนี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการวิจัยข้ามระบบนิเวศบล็อกเชนนั้นมีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างมากในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนจากยุคควอนตัม

การตื่นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนักวิจัยจาก Google และ California Institute of Technology เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ใช้งานได้จริงอาจมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้และจะใช้พลังงานในการประมวลผลเพื่อเจาะการเข้ารหัสน้อยกว่าที่เคยคิดกันไว้มาก โดย Google อ้างว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจสามารถเจาะระบบการเข้ารหัสของ Bitcoin ได้ภายใน 10 นาที ซึ่งจะเปิดช่องให้แฮ็กเกอร์สามารถทำการโจมตีแบบ On-spend ได้

ปัจจุบัน Near One กำลังวิจัยหาวิธีแก้ปัญหาการไม่รู้ว่าธุรกรรมนั้นทำโดยเจ้าของตัวจริงหรือไม่ โดยผู้พัฒนา NEAR กำลังสร้างระบบลายเซ็นแบบ Post-quantum-safe สำหรับบล็อกเชน Layer-1 ซึ่งปัจจุบันดูแลรักษาเงินทุนของผู้ใช้งานมูลค่ากว่า 137.6 ล้านดอลลาร์

หนึ่งในโซลูชันควอนตัมแรกๆ ที่จะถูกนำมาใช้บน NEAR คือระบบ FIPS-204 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา และมีกำหนดจะเปิดให้ทดสอบบน Testnet ภายในสิ้นไตรมาสที่สอง

ระบบนิเวศคริปโตอื่นๆ ก็กำลังดำเนินการอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดย Ethereum Foundation ได้จัดตั้งทีม Post-Quantum Ethereum เพื่อสร้างโซลูชันรับมือควอนตัมเข้าสู่ระดับโปรโตคอลของ Ethereum ภายในปี 2029 ทางด้าน Solana ผู้ให้บริการ Validator อย่าง Anza และ Firedancer ก็ได้นำร่องทดสอบ Falcon ซึ่งเป็นโซลูชันลายเซ็นแบบ Post-quantum แบบใหม่เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้เครือข่ายรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต

ขณะเดียวกันชุมชน Bitcoin ก็เริ่มมองหาวิธีจัดการกับปัญหานี้ แม้ว่า Adam Back ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Blockstream จะเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนเมษายนว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบันยังเป็นแค่การทดลองในห้องปฏิบัติการและน่าจะใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะสำเร็จ แต่เขาก็ยังแนะนำให้นักพัฒนา Bitcoin เริ่มศึกษาการสร้างโซลูชันรองรับควอนตัมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ที่มา cointelegraph


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าภัยคุกคามจากควอนตัมเป็นระเบิดเวลาที่วงการคริปโตต้องเตรียมตัวรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ แม้ปัจจุบันมันจะยังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นก้าวกระโดดเสมอ การที่โปรเจกต์ระดับท็อปไม่ว่าจะเป็น NEAR Ethereum หรือ Solana เริ่มขยับตัววางรากฐานด้าน Post-quantum ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความรับผิดชอบต่อเงินทุนของนักลงทุน สำหรับเราที่อยู่ในฐานะผู้ใช้งาน การติดตามอัปเดตและเลือกใช้งานเชนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระดับนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการบริหารความเสี่ยงระยะยาวที่ยอดเยี่ยมครับ