สรุปข่าว
- Project Eleven ออกรายงาน 110 หน้าใช้ชื่อว่า “The Quantum Threat to Blockchains – 2026 Report” เพื่อเตือนว่า “Q-Day” หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถทำลายระบบเข้ารหัส Elliptic Curve Cryptography ที่ Bitcoin ใช้อยู่ อาจมาถึง เร็วสุดปี 2030 และไม่เกินปี 2033 โดยมันจะคุกคามทั้ง Bitcoin และลามไปถึงระบบธนาคาร cloud และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารได้ด้วย
- รายงานประเมินว่า Bitcoin กว่า 6.9 ล้าน BTC หรือราว 1 ใน 3 ของเหรียญที่มีทั้งหมดกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะเป็น wallet ที่ public key ถูกเปิดเผยบนบล็อกเชนแล้ว ซึ่งเจ้าควอนตัมที่ทรงพลังพอสามารถใช้ Shor’s Algorithm คำนวณ private key ออกมาได้
- Mike Belshe CEO ของ BitGo ผู้ดูแลสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลกที่ดูแลสินทรัพย์กว่า $104,000 ล้านดอลลาร์ ได้ออกมาโต้แย้งตรง ๆ ว่าคำเตือนนี้มาจากบริษัทที่ “โมเดลธุรกิจนั้นต้องการให้สังคมกังวลเรื่องนี้” จึงไม่ควรตีความว่าเป็นว่าการออกมาเตือนให้ระวัง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ประเด็นเรื่องภัยคุกคามจากควอนตัมไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นใหม่และไม่ได้มีผลอะไรในทันทีกับตลาดในแง่ของการตอบสนองด้านราคาในวันนี้ อย่างไรก็ตาม รายงาน 110 หน้าครั้งนี้เป็น เชิงเนื้อหาที่ลึกที่สุดในรอบปี และยิ่งมี CEO ของ BitGo ออกมาตอบโต้สวนกระแสรายงานก็ยิ่งสะท้อนว่าประเด็นนี้กำลังถูกพูดถึงในระดับผู้บริหาร crypto จริง ๆ ระยะสั้นผลกระทบต่ออาจไม่มีอะไรที่จับต้องได้ แต่ระยะยาวคือสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างที่ตลาดต้องจับตา
คำเตือนที่ใหญ่ที่สุดในปี 2569: 110 หน้า ว่าด้วย “วันสิ้นโลกของการเข้ารหัส”
ในงาน Consensus Miami 2026 Alex Pruden CEO ของ Project Eleven ขึ้นเวทีและส่งข้อความที่ชัดเจนถึงชุมชนนักพัฒนา Bitcoin ว่า “ให้หยุดรอความแน่นอนเรื่องวันเวลาที่จะมาของคอมพิวเตอร์ควอนตัมแล้วเริ่มเตรียมการหลังการมาของควอนตัมเอาไว้ได้”
รายงาน 110 หน้าที่ตามมาชี้ว่าการมาของควอนตัมจะมีผลกระทบแบบมาทีเดียวโดนยกแผงทุกตลาดไม่ใช่แค่ Bitcoin แต่รวมถึง blockchain ทุกประเภท, ระบบธนาคาร, ระบบโครงสร้างพื้นฐาน cloud, ระบบสื่อสารทางทหาร และระบบการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลทั้งโลก เพราะทุกระบบใช้การเข้ารหัสผ่าน public-key แบบเดียวกัน
Mike Belshe โต้กลับว่ารายงานที่เผยแพร่สื่อถึงผลประโยชน์ที่ทับซ้อน
Mike Belshe ผู้บริหารสูงสุดของ BitGo ผู้ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่กว่า $104,000 ล้านดอลลาร์และประมวลผล 20% ของธุรกรรม Bitcoin ทั้งหมด ออกมาโต้แรงตรง ๆ ว่าคำเตือนของ Project Eleven มาจาก “บริษัทที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในการให้สังคมกังวลเรื่องนี้” โดยชี้ว่า Project Eleven เป็นสตาร์ทอัพที่ดูแลระบบความปลอดภัยหลังการมาของควอนตัมที่รายได้ขึ้นอยู่กับความต้องการขอโซลูชั่นหลังการมาของควอนตัมโดยตรง
ที่น่าสนใจคือ Belshe เองก็เคยพูดถึงภัยคุกความควอนตัมต่อความปลอดภัยของ Bitcoin ในงานต่าง ๆ หลายครั้ง โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่ไม่เห็นด้วยกับเวลาในการมาของควอนตัมที่จะส่งผลเป็นภัยกับ Bitcoin ที่อวยโซลูชั่นตัวเองของ Project Eleven
ทั้งสองฝ่ายพูดถูกบางส่วน Project Eleven ถูกที่ว่า “ถ้า Q-Day มาจริงและ Bitcoin ยังไม่มีการ migrate ปัญหาจะใหญ่มาก” แต่ Belshe ก็ถูกที่ว่า “การมาถึงของควอนตัมในปี 2030 จะเป็นภัยนั้นยังไม่มีหลักฐานเชิงวิศวกรรมที่หนักแน่นพอจะยืนยัน” ประเด็นนี้เหมือน “FUD ที่เป็นความจริงบางส่วน” ภัยจากควอนตัมเป็นเรื่องจริงและจะมาถึงในที่สุด แต่ปี 2030 ดูจะยังเร็วเกินไปตามที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ประเมินร่วมกัน สิ่งที่น่ากังวลกว่าวันเวลาที่จะมาแน่ชัดคือ ความล่าช้าในการตัดสินใจของชุมชน Bitcoin เพราะในอดีต Taproot ที่ใช้เวลา 5 ปีสอนว่า Bitcoin อัพเกรดช้ามาก ถ้าต้องการความแน่ใจ 100% จากชุมชนก่อนเริ่ม migrate ก็อาจสายเกินไปจริง ๆ นักลงทุนระยะยาวควรติดตามความคืบหน้าของ BIP-360 และ BIP-361 ในชุมชนนักพัฒนา Bitcoin developers อย่างใกล้ชิด
ที่มา: Wu Blockchain, CoinDesk, GNCrypto, Spaziocrypto, CryptoBriefing, Phemex

