สรุปข่าว
- ผลกระทบของ Jerome Powell ที่มีต่อตลาด Crypto ตลอดวาระการดำรงตำแหน่งไม่ได้มาจากนโยบายที่สนับสนุนหรือต่อต้านโดยตรง แต่มาจากนโยบายทางการเงินและการควบคุมสภาพคล่องของ Fed
- จุดยืนด้านกฎระเบียบของเขาคือการสนับสนุนให้มีการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะกลุ่ม Stablecoin แทนที่จะเป็นการแบนอย่างเด็ดขาดเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของระบบการเงินแบบดั้งเดิม
- ตลาด Crypto ได้ผ่านช่วงเวลาที่ผันผวนอย่างหนักภายใต้การดูแลของเขา ตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ไปจนถึงช่วงตกต่ำจากการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การสิ้นสุดวาระของประธาน Fed ถือเป็นเหตุการณ์ระดับมหภาคที่ตลาดได้รับรู้และซึมซับไปเรียบร้อยแล้ว โดยทิศทางของตลาดในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของประธานคนใหม่และการจัดการสภาพคล่องในอนาคต
ในวันที่ 15 พฤษภาคม วาระการดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือ Fed ของ Jerome Powell กำลังจะสิ้นสุดลง ซึ่งถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในช่วงเวลาที่นโยบายการเงินมีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสกุลเงินดิจิทัล
Powell เข้ารับตำแหน่งประธาน Fed ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2018 และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อในวาระที่สองเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2022 มรดกที่เขาทิ้งไว้ให้กับชุมชน Crypto ไม่ใช่การสนับสนุนหรือการแสดงความตั้งใจที่จะกวาดล้างอย่างโจ่งแจ้ง แต่อิทธิพลที่แท้จริงของเขานั้นส่งผ่านสิ่งที่เรียกว่าสภาพคล่อง โดยในปี 2018 Fed ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดและลดขนาดงบดุลลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลังจากการล่มสลายของฟองสบู่ในปี 2017 Bitcoin มีสภาพที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อก้าวเข้าสู่ปีแรกของ Powell และต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของปี 2018 ไปกับการร่วงลงจากระดับเกือบ 20,000 ดอลลาร์ไปแตะที่ระดับประมาณ 3,000 ดอลลาร์
ต่อมาในปี 2020 Fed ภายใต้การนำของ Powell ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจนเกือบถึงศูนย์และอัดฉีดสภาพคล่องขนานใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต ซึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ความต้องการจากสถาบัน และความต้องการเก็งกำไรได้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ Bitcoin ทะยานขึ้นจากจุดต่ำสุดที่เกิดจากความตื่นตระหนกต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2020 ไปสู่ระดับมากกว่า 60,000 ดอลลาร์ในปี 2021
อย่างไรก็ตาม Powell ก็เป็นผู้นำในการกลับทิศทางนโยบายเช่นกัน ในปี 2022 Fed ได้เริ่มต้นวงจรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริการ่วมสมัยเพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อ และตลาด Crypto ก็ต้องชดใช้ในสิ่งนี้ หลังจากการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดได้เข้ามาปะทะกับตลาดที่มีการใช้ Leverage สูงเกินไปจนนำไปสู่การล่มสลายของ Terra ตลอดจน Three Arrows Capital และ Celsius รวมถึง FTX ราคา Bitcoin ก็ได้ร่วงลงจากจุดสูงสุดในปี 2021 ที่ระดับเกือบ 69,000 ดอลลาร์ลงมาเหลือต่ำกว่า 16,000 ดอลลาร์
โดยทั่วไปแล้ว Powell มองว่า Crypto เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลมากกว่าการสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ในเดือนมกราคมปีนั้น Fed ได้เผยแพร่เอกสารหารือเกี่ยวกับ CBDC โดย Powell ระบุว่าธนาคารกลางต้องการให้สาธารณชนได้ร่วมถกเถียงถึงข้อดีและข้อเสียของการมีดอลลาร์ดิจิทัล ต่อมา Fed ก็ได้เน้นย้ำว่ายังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับ CBDC และจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนที่จะทำการออกสกุลเงินดังกล่าว
ข้อกังวลหลักของ Powell เกี่ยวกับ Crypto คือเรื่องของ Stablecoin โดยทาง Fed ได้ผลักดันแนวคิดอย่างต่อเนื่องว่ากิจกรรมทางการเงินที่คล้ายคลึงกันควรอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เทียบเคียงกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลิตภัณฑ์ Crypto เริ่มมีลักษณะการทำงานที่คล้ายคลึงกับตราสารในตลาดเงินหรือเงินฝากของธนาคาร
การดำรงตำแหน่งประธานของ Powell สิ้นสุดลงในขณะที่ราคา Bitcoin อยู่ที่ระดับประมาณ 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าช่วงที่เขาเข้ารับตำแหน่งอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งการพังทลายของตลาด ยุคเฟื่องฟูของสภาพคล่อง วิกฤตเงินเฟ้อ การลดการก่อหนี้ การฟื้นตัวที่ขับเคลื่อนด้วยกองทุน ETF และการกลับมาของความอ่อนไหวต่อปัจจัยระดับมหภาค ผลงานหลักที่เขาทิ้งไว้ให้กับโลก Crypto นั้นเรียบง่าย นั่นคือเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Bitcoin มีพฤติกรรมเป็นเหมือนเครื่องมือที่สะท้อนสภาพคล่องที่มีค่า Beta สูง มากกว่าที่จะเป็นสินทรัพย์ของกลุ่มขบถที่แยกตัวเป็นเอกเทศจากระบบการเงินโลก
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าตลอดระยะเวลาการทำงานของ Jerome Powell ถือเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งของตลาด Crypto ได้เป็นอย่างดีครับ การที่ Bitcoin สามารถฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้แม้จะผ่านช่วงเวลาที่ Fed ดึงสภาพคล่องออกอย่างหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าสินทรัพย์ชนิดนี้เริ่มถูกนำไปเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจกระแสหลักเรียบร้อยแล้ว ในอนาคตทิศทางของตลาด Crypto จะผูกติดกับนโยบายระดับมหภาคมากขึ้น และไม่สามารถทำตัวแปลกแยกจากระบบการเงินเดิมได้อีกต่อไป ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีสำหรับการยอมรับในระดับสถาบันครับ
