bitkub-banner

Pi Cycle vs MVRV vs Stock-to-Flow : อินดิเคเตอร์ในตำนานตัวไหนแม่นกว่ากัน ?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Pi Cycle Top อาจกลายเป็นแชมป์เก่าที่สอบตกในยุคใหม่เพราะถูกท้าทายจากพฤติกรรมตลาดที่เปลี่ยนไป ทำให้เส้นค่าเฉลี่ยแบบเดิมไม่สามารถทำงานได้แม่นยำ
  • MVRV Z-Score พิสูจน์แล้วว่ามียังคงมีความแม่นยำสูงในการส่งสัญญาณเตือนภัย ทว่าในวัฏจักรปัจจุบันดัชนีดังกล่าวกลับยังไม่ทำจุดสูงสุดอย่างชัดเจน 
  • Stock-to-Flow ได้กลายเป็นโมเดลลวงตาที่ใช้ไม่ได้ผลแล้วหลังจากทำนายราคาผิดพลาดบ่อยนับตั้งแต่ปี 2021 ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เลิกใช้โมเดลนี้แล้ว

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

การวิเคราะห์อินดิเคเตอร์ระดับตำนานของ Bitcoin ทั้ง 3 ตัว ชี้ให้เห็นว่าไม่มีเครื่องมือใดที่เป็นคำตอบสุดท้ายในการทายจุดสูงสุดของตลาดได้อย่างแม่นยำ 100% ในยุคปัจจุบันที่มีกองทุน Spot ETF เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาด ดังนั้น นักลงทุนจึงควรใช้เครื่องมือเหล่านี้ร่วมกันเพื่อหาจุดเด่นเฉพาะตัวและลดความเสี่ยงจากการยึดติดกับสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียว

ถ้าคุณเคยอ่านข่าวสาร crypto แล้วเห็นประโยคประมาณว่า อินดิเคเตอร์ตัวนี้ทายจุดสูงสุดของ Bitcoin ได้แม่นหยังกะจับกวาง แล้วรู้สึกว่ามันดีเกินจริงไหม คุณอาจคิดถูกแล้ว

ในโลกของ Bitcoin มี อินดิเคเตอร์ ดังๆ 3 ตัวที่ถูกพูดถึงบ่อยมากเวลาจะทำนายจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของตลาด ได้แก่ Pi Cycle Top, MVRV Z-Score, และ Stock-to-Flow แต่ละตัวมีฐานแฟนคลับของตัวเอง วันนี้เราจะมาดูวิเคราะห์ตรงๆ ว่าแต่ละตัววัดอะไร แม่นยำแค่ไหน และมีข้อจำกัดอะไร

1. Pi Cycle Top  

Pi Cycle Top เป็นอินดิเคเตอร์ที่ทำนายจุดสูงสุดของตลาดได้ภายใน 3 วันจากสถิติที่ผ่านมา โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 111 วัน (111DMA) และ 350-day moving average คูณ 2 ถูกสร้างโดย Philip Swift นักวิเคราะห์และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Look Into Bitcoin ซึ่งในวัฏจักรตลาดสามรอบที่ผ่านมา เมื่อ 111DMA วิ่งขึ้นไปตัด 350DMA x 2 มันมักจะไปตรงกับจุดที่ราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุดพอดี อีกทั้งยังเป็นเรื่องน่าสนใจว่า ถ้านำตัวเลข 350 หาร 111 จะได้ 3.153 ซึ่งใกล้เคียงค่า Pi (3.142) มาก

ความแม่นยำ

อินดิเคเตอร์นี้ให้สัญญาณจุดสูงสุดของ Bitcoin bull markets เมื่อปี 2013, 2017, และ 2021 ได้ภายใน 3 วันจากจุดสูงสุดจริง แต่ต้องเน้นย้ำว่านี่เป็นเพียงข้อมูลบางส่วนเท่านั้น และข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตเมื่อตลาด Bitcoin ไม่เหมือนเดิม 

ข้อจำกัด

แม้ประวัติจะดี แต่ในอดีต Bitcoin ก็เคยแตะจุดสูงสุด โดยที่อินดิเคเตอร์ดังกล่าวไม่ให้สัญญาณมาแล้ว ดังนั้น อินดิเคเตอร์ตัวนี้จะทำงานได้ดีก็ในช่วงประมาณ 15 ปีแรกของ Bitcoin แต่หลังจากมี Bitcoin ETFs และการรวมเข้ากับระบบการเงินโลกมากขึ้น อินดิเคเตอร์ดังกล่าวก็อาจไม่แม่นยำอีกต่อไป เนื่องจากอินดิเคเตอร์ตัวนี้ถูกสร้างจากการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต มีโอกาสที่มันอาจเป็นแค่ความบังเอิญที่ดูน่าเชื่อถือ

2. MVRV Z-Score

MVRV Z-Score จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล blockchain เพื่อระบุช่วงที่ Bitcoin มีมูลค่าสูงหรือต่ำเกินจริงในตลาดเมื่อเทียบกับ “ราคาที่ยุติธรรม” โดยตัวชี้วัดนี้ถูกพัฒนาโดย Murad Mahmudov และ David Puell

สำหรับ Market value จะคำนวณจากราคา Bitcoin ในปัจจุบันคูณจำนวนเหรียญที่ถูกขุด ส่วน realized value ดูจากราคาตอนที่แต่ละ Bitcoin เคลื่อนไหวครั้งล่าสุด ส่วน MVRV ratio จะได้จากการหาร market value ด้วย realized value หากอัตราส่วน เกิน 3.7 บ่งชี้ว่าราคาสูงเกินไป แต่ถ้าต่ำกว่า 1 จะบ่งชี้ถึงราคาที่ต่ำเกินไป

ความแม่นยำ

MVRV Z-Score มีความแม่นยำสูงในการระบุช่วงที่ราคาในตลาดสูงกว่าราคาจริงแบบผิดปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่า วัฏจักรของตลาดอาจมาถึงจุดพีคแล้วและสามารถจับจุดสูงุสดของแต่ละรอบได้ภายใน 2 สัปดาห์ 

ในอดีตถ้า MVRV Z-Score เกิน 7 มักบ่งชี้ว่าเป็นจุดสูงสุดของตลาดได้อย่างแม่นยำ โดยเคยแตะถึง 10 สองครั้ง, 8 สองครั้ง, และ 7 หนึ่งครั้ง อย่างไรก็ตามค่า MVRV ที่จุดสูงสุดมักมีค่าแตกต่างกันมากในแต่ละ cycle โดยพุ่งไปถึง 12.52 และ 11.05 ในปี 2013, 11.01 ในปี 2017 และ 7.55 ในปี 2021

ปัจจุบันตัวชี้วัดนี้มีจุดพีคสุดอยู่ที่ 3.5 ในช่วง post-halving run ซึ่งต่ำกว่าค่า 12, 11 และ 7 ที่เคยเป็นใน Cycles ก่อนหน้า ทำให้การบ่งบอกจุดสูงสุดในปัจจุบันทำได้ยากยิ่งขึ้นด้วยตัวชี้วัดดังกล่าว

ข้อจำกัด

Z-Score อาศัยพฤติกรรมของวัฏจักรในอดีต ซึ่งอาจไม่สามารถทำนายพฤติกรรมราคา ในอนาคตได้แม่นยำเสมอไป โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดเปลี่ยนแปลงจากอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของ ETFs ร่วมกับจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ลดลง เป็นการบ่งชี้ว่าขาขึ้นรอบนี้อาจค่อยเป็นค่อยไปมากกว่ารอบก่อนๆ แต่ถึงอย่างนั้น MVRV Z-Score ก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับจับจังหวะเฟสของตลาด 

3. Stock-to-Flow (S2F)

Bitcoin Stock-to-Flow (S2F) เป็นโมเดลทำนายราคา Bitcoin จากอุปทาน โดยเดิมที S2F model ใช้ประเมินมูลค่าโลหะมีค่าอย่างทองคำและแร่เงิน มาก่อนจนกระทั่งในปี 2019 ผู้สร้างโมเดลนี้อย่าง PlanB ได้นำ S2F model มาปรับใช้กับ Bitcoin จนกลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

S2F model จะทำนายราคา Bitcoin โดยคำนวณอัตราส่วน stock-to-flow ratio ซึ่งหาร Stock Bitcoin ในปัจจุบันด้วย supply ใหม่ โดยอัตราส่วนที่สูงขึ้นจะบ่งชี้ถึงความค่าความหายากที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งค่าความหายากนี้จะมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับราคา Bitcoin

ประวัติความแม่นยำ

ตั้งแต่ประมาณปี 2015 จนถึงปลายปี 2021 ราคา Bitcoin มักเดินตาม S2F model อย่างน่าประหลาดใจ แต่ในช่วง bull market ปี 2020-2021 ที่ Bitcoin พุ่งจากต่ำกว่า $10,000 ไปถึง $69,000 ก็เริ่มมีข้อผิดพลาดแสดงให้เห็น

จุดที่พลาด

การทำนายราคาของโมเดลนี้ เริ่มพลาดในปลายปี 2021 และตั้งแต่นั้นมาราคาก็ยังคงเบี่ยงเบนจากตัวชี้วัดนี้เป็นอย่างมาก ทำให้ S2F ก็ถูกวิพากษ์อย่างหนักว่ามีการเพิกเฉย ปัจจัยด้านอุปสงค์ทั้งหมด และมีข้อบกพร่องทางสถิติหลายอย่างจนทำให้พลาดเป้าหมายลดลงไปมากกว่าครึ่งและทำให้ความแม่นยำลดลงอย่างหนัก

ในตอนนี้นักลงทุนหลายคนต่างมอง Stock-to-Flow เป็นเพียงแค่การอ้างอิงข้อมูลในอดีตมากกว่าโมเดลการทำนายราคาที่เชื่อถือได้  ดังนั้น Stock-to-Flow จึงไม่ใช่เครื่องมือทำนายราคาที่แม่นยำอีกต่อไป

สรุปแล้วควรใช้ตัวไหน?

คำตอบคือ ไม่มีตัวชี้วัดไหนที่สามารถใช้ครั้งเดียวจบได้ทุกคำตอบในที่เดียวแม้ตัวชี้วัดจะความแม่นยำในอดีตจะน่าประทับใจ ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนักลงทุนควรใช้ตัวชี้วัดหลายตัวร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่เร็วเกินไป และเน้นไปที่การหาจุดเด่นของแต่ละตัวเท่านั้น อย่าเชื่อตัวใดตัวหนึ่ง 100% และจำไว้ว่า อินดิเคเตอร์บอกได้แค่อาจจะไม่ใช่แน่นอนเสมอไป


มุมมองผู้เขียน : การที่อินดิเคเตอร์ชื่อดังในอดีตเริ่ม ส่งสัญญาณเพี้ยนในปี 2026 คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า Bitcoin ได้วิวัฒนาการจาก สินทรัพย์ทางเลือกมาสู่สินทรัพย์หลัก ทำให้นักลงทุนอาจต้องเปลี่ยน mindset จากเครื่องมือวิเศษมาเป็นแค่เครื่องทุ่นแรงเท่านั้น