สรุปข่าว
- Grayscale ชี้ว่า กฎระเบียบที่กำลังจะชัดเจนขึ้นในสหรัฐฯ เช่น ร่างกฎหมาย CLARITY Act และแนวทางจาก SEC จะเป็นตัวปลดล็อกให้เงินทุนสถาบันไหลเข้าสู่วงการคริปโตครั้งใหญ่
- 4 บล็อกเชนกลุ่มแรกที่สถาบันจะเลือกพุ่งเป้าเข้าลงทุนก่อนใคร ได้แก่ Ethereum, Solana, BNB Chain และ Canton Network
- ส่วนบล็อกเชนกลุ่มรองอย่าง Avalanche, Base, Arbitrum, Hyperliquid, Tron รวมถึงพี่ใหญ่ Bitcoin ก็จะได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
รายงานล่าสุดจาก Grayscale ชี้ว่า ความชัดเจนทางกฎหมายในสหรัฐฯ จะเป็นตัวปลดล็อกให้เม็ดเงินก้อนโตจากสถาบันไหลเข้าตลาดคริปโต โดยพุ่งเป้าไปที่เชนผู้นำที่มีการใช้งานจริงในด้าน Tokenized Assets, Stablecoins และ DeFi ได้แก่ Ethereum, Solana, BNB Chain และ Canton Network ขณะที่เชนรองและเลเยอร์ 2 ต่าง ๆ ก็จะเติบโตตามกระแสนี้ ส่วนพี่ใหญ่ Bitcoin ก็ยังคงรับอานิสงส์ไปเต็ม ๆ ในฐานะสินทรัพย์ค้ำประกันที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือที่สุดของอุตสาหกรรม
Grayscale กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกได้ปล่อยรายงานวิเคราะห์ทิศทางตลาดเดือน พ.ค. 2026 โดยระบุว่า ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ โดยเฉพาะร่างกฎหมาย CLARITY Act และแนวทางที่ชัดเจนขึ้นจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) จะกลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีในภาพรวม
กองทุนดังชี้ว่า เม็ดเงินลงทุนจากสถาบันจะไม่ได้กระจายไปทั่วทั้งตลาด แต่จะพุ่งเป้าไปที่เครือข่ายระดับท็อปที่มีการใช้งานจริงและครองส่วนแบ่งกิจกรรมบนบล็อกเชนอยู่แล้ว ซึ่งตัวเต็ง 4 อันดับแรกที่สถาบันจะเลือกลงทุนก่อนใคร ได้แก่ Ethereum, Solana, BNB Chain และ Canton Network
เจาะลึก 4 บล็อกเชนกลุ่มผู้นำตลาด
เมื่อเจาะลึกถึงปัจจัยที่ทำให้กลุ่มเหรียญเหล่านี้ครองความได้เปรียบ Grayscale ได้แบ่งสัดส่วนกิจกรรมสำคัญบนเชนที่ดึงดูดสถาบันออกเป็น 3 ด้านหลัก

เริ่มจากด้านแรก Tokenized Assets หรือ “สินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน” ซึ่ง Ethereum ยังคงขึ้นแท่งเบอร์หนึ่งสำหรับสินทรัพย์ที่มีการใช้งานบนเชนอย่างเต็มรูปแบบ และตามมาด้วย BNB Chain และ Solana ในขณะที่ Canton Network ก็มีความโดดเด่นในฐานะเครือข่ายทางเลือกที่เจาะตลาดและตอบโจทย์ลูกค้าระดับสถาบันได้อย่างยอดเยี่ยม
ด้านถัดมาคือกลุ่ม Stablecoins ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเงินบนบล็อกเชน หากวัดกันที่อุปทานและปริมาณการทำธุรกรรม ผู้นำตลาดยังคงตกเป็นของ Ethereum, Solana และ BNB Chain
เช่นเดียวกับด้านสุดท้ายในฝั่งของระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ที่เมื่อพิจารณาจากเม็ดเงินที่ถูกล็อกไว้ในระบบ (TVL) และตัวเลขการใช้งานแอปพลิเคชันแล้ว เครือข่ายทั้งสามที่กล่าวไปก็ยังคงครองแชมป์เรื่องส่วนแบ่งตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ตัวเต็งกลุ่มรอง-บทบาทที่ขาดไม่ได้ของพี่ใหญ่ Bitcoin
นอกจาก 4 บล็อกเชนข้างต้นแล้ว Grayscale ยังประเมินว่า บล็อกเชนกลุ่มรองที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจะได้รับประโยชน์จากความชัดเจนด้านกฎระเบียบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายแบบไฮบริดอย่าง Avalanche, เครือข่ายเลเยอร์ 2 อย่าง Base และ Arbitrum, บล็อกเชนเฉพาะทางอย่าง Hyperliquid รวมถึงเครือข่ายที่มุ่งเน้น ไปที่ Stablecoin เป็นหลักอย่าง Tron
สำหรับพี่ใหญ่อย่าง Bitcoin นั้น แม้จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับสัญญา Smart Contracts โดยตรงตั้งแต่แรก และมีระบบนิเวศเลเยอร์ 2 ที่ค่อนข้างจำกัดกว่าเชนอื่น ๆ แต่ Grayscale มองว่า BTC จะยังคงรับอานิสงส์ในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยที่สุด และทำหน้าที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันชั้นนำของอุตสาหกรรม
มุมมองผู้เขียน: สำหรับคนในวงการคริปโต ชื่อเสียงของ Grayscale ถือว่าไม่ธรรมดา สังเกตได้จากเหรียญ Altcoin ที่ทำผลงานโดดเด่นอย่าง ZEC และ TAO ล้วนมีกองทุนนี้เข้าไปลงทุนเป็นกลุ่มแรก ๆ ดังนั้น ทิศทางและบทวิเคราะห์จากกองทุนนี้จึงเป็นเสมือนเข็มทิศนำทางจากสถาบันระดับท็อปที่มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือสูง
ที่มา:Grayscale

