สรุปข่าว
- นักเศรษฐศาสตร์ ออกโรงเตือนรัฐบาลว่า การออกกฎหมายควบคุมคริปโตที่เข้มงวดจะส่งผลเสียย้อนกลับจนอาจบีบบังคับให้ประชากรพากันละทิ้งสกุลเงินประจำชาติ
- คำวิจารณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังของแอฟริกาใต้เสนอร่างกฎหมายจัดการกระแสเงินทุนหมุนเวียนฉบับใหม่ที่ดูรุนแรงและสุดโต่ง
- หน่วยงานรัฐได้ออกมาปฏิเสธข้อครหาโดยอ้างว่าไม่มีเจตนายึดสินทรัพย์คริปโตส่วนบุคคล และจะใช้มาตรการนี้ภายใต้สถานการณ์ที่จำกัดมากเท่านั้น
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Dawie Roodt นักเศรษฐศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระทรวงการคลังอย่างรุนแรงต่อกรณีการเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจตรวจค้น บังคับขายคืนคริปโตเป็นเงินตราท้องถิ่น หรือยึดสินทรัพย์ดิจิทัลของประชาชนได้หากสงสัยว่ามีการละเมิดกฎระเบียบ เขาเตือนว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าใช้กฎหมายเพื่อรักษาอำนาจผูกขาดมันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนตัดสินใจละทิ้งสกุลเงินประจำชาติแล้วหันไปพึ่งพาคริปโทเคอร์เรนซีแทน
Dawie Roodt นักเศรษฐศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้ มองว่าการเข้าควบคุมคริปโตที่เข้มงวดเกินไปของหน่วยงานกำกับดูแลจะส่งผลเสียย้อนกลับ และอาจทำให้ประชากรเลือกที่จะละทิ้งสกุลเงินของตนเองไปใช้คริปโตแทนได้เลย
Roodt ยอมรับว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนในปัจจุบันสามารถทำให้ผู้คนเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้อย่างถูกลง แถมยังสามารถมอบสิทธิ์ในการควบคุมสินทรัพย์ของตนได้อย่างเบ็ดเสร็จอีกต่างหาก ซึ่งถ้ารัฐบาลยังคงมีท่าทีต่อต้านพวกเขาเองก็อาจเป็นฝ่ายที่อาจต้องเสียใจเอง
ความเห็นของ Roodt เกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงการคลังของแอฟริกาใต้ได้เสนอร่างกฎหมายจัดการกระแสเงินทุนหมุนเวียนฉบับใหม่ ซึ่งอาจเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงหรือยึดสินทรัพย์ดิจิทัลของประชาชนได้โดยทางอ้อม
รายละเอียดมีการระบุว่า ประชาชนที่ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าเกินกว่าเกณฑ์ที่รัฐกำหนดจะต้องรายงานทรัพย์สินต่อทางการ และอาจถูกรัฐบาลบังคับให้ขายคริปโตนั้นคืนให้แก่รัฐ เปลี่ยนกลับมาเป็นเงินตราท้องถิ่น
นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้ยังมอบอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าทำการตรวจค้นและยึดทรัพย์สินดิจิทัลได้ทันที หากมีข้อสงสัยหรือพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบ โดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แอบซ่อน หรือแจ้งข้อมูลเท็จ จะต้องเผชิญกับโทษปรับทางการเงินอย่างรุนแรง และมีโทษถึงขั้นจำคุก
Roodt วิจารณ์การทำงานของภาครัฐว่าไม่ได้มีความเข้าใจเลยว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้วมากขนาดไหน มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมากมาย และตอนนี้พวกเขาก็ไม่สามารถหยุดยั้งมันได้อีกต่อไปแล้ว
เขากล่าวต่อไปว่า ร่างกฎหมายที่เสนอมามันโง่เง่ามากๆ เพราะมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถบังคับให้ประชาชนยอมเปิดเผยรหัสส่วนตัว หรือบังคับให้ส่งมอบสิทธิ์การเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลได้
ประโยชน์เหนือกว่าโทษ
ปัจจุบันสิ่งที่รัฐบาลกังวลคือเรื่องของอำนาจในการควบคุมเงินตราต่างประเทศ ซึ่งธรรมชาติของบล็อกเชนได้ทำให้อำนาจนั้นสูญสลายลงไป และถ้าหากรัฐบาลยังคงยืนกรานกฎหมายดังกล่าว ตัวเขาเองและประชาชนก็เลือกที่จะละทิ้งสกุลเงินของรัฐบาลและหันไปใช้สกุลเงินอื่นที่พวกเขาสามารถบริหารเองได้
ขณะเดียวกัน Roodt ทราบดีว่าคริปโทเคอร์เรนซีได้ถูกนำไปใช้กับกิจกรรมผิดกฎหมาย แต่เขามองว่านั่นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับมา เพราะถัดจากนี้ผู้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินได้ในแอฟริกาจะสามารถส่งเงินไปได้ทั่วโลกด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำ หากประเมินความเสี่ยงดูแล้วการเปิดใจรับคริปโตนั้นเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐได้ออกมาปฏิเสธข้อครหา และกล่าวว่าอาจเกิดการเข้าใจผิดเพราะพวกเขาไม่มีเจตนาที่จะยึดครองสินทรัพย์คริปโตส่วนบุคคลของประชาชน และมาตรการดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ภายใต้สถานการณ์ที่จำกัดเท่านั้น
ที่มา: Bitcoin.com
มุมมองผู้เขียน : การล่มสลายของสกุลเงินถึงจะฟังดูโหดร้ายแต่บางครั้งมันก็อาจจเป็นเรื่องที่ดีกว่าในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การถือกำเนิดหรือการหันไปใช้สกุลเงินใหม่อาจจะเป็นการสลายอำนาจผูกขาดที่ไร้ประสิทธิภาพของภาครัฐ และคืนอำนาจในการปกป้องความมั่งคั่งกลับสู่มือของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นการสร้างระบบนิเวศการเงินใหม่ที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนกว่าเดิมบนเถ้าถ่านของระบบเก่า

