สรุปข่าว
- สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ออกแนวปฏิบัติแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ระบุว่าการซื้อคืนโทเคน (buyback) กิจกรรมบนเครือข่าย และโทเคนที่ได้จากการ Staking ไม่ถือเป็นหลักทรัพย์โดยอัตโนมัติ
- แนวปฏิบัตินี้ออกโดยฝ่าย Division of Corporation Finance ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เป็นเอกสารคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ที่เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 25 ก.ย. 2569 และมีการปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 28 ก.ย. 2569
- โครงการซื้อคืนโทเคนจะยังถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ได้ หากเครือข่ายยังไม่สมบูรณ์และผู้พัฒนาโปรโมทว่าจะสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุน ต้องจับตาว่าโปรเจกต์ต่าง ๆ จะปรับโครงสร้างให้เข้าเกณฑ์ปลอดภัยนี้อย่างไร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
แนวปฏิบัติใหม่นี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายให้กับโปรเจกต์คริปโตจำนวนมากที่ใช้กลไก Buyback และ Staking ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายการบังคับใช้กฎหมายในยุคก่อนหน้า ความชัดเจนด้านกฎระเบียบมักช่วยดึงดูดนักลงทุนสถาบันและกระตุ้นความเชื่อมั่นในตลาดโดยรวม แม้จะไม่ใช่กฎหมายที่มีผลผูกพันเต็มรูปแบบก็ตาม
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ได้ออกแนวปฏิบัติแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ระบุว่าการซื้อคืนโทเคน (buyback) กิจกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชน และโทเคนที่ได้รับจากการ Staking ไม่ถือเป็นหลักทรัพย์โดยอัตโนมัติ ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 แนวปฏิบัตินี้ออกโดยฝ่าย Division of Corporation Finance ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ในรูปแบบเอกสารคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 25 ก.ย. 2569 และมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในวันที่ 28 ก.ย. 2569 โดยระบุเงื่อนไขที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับเครือข่ายที่ “ไม่มีศูนย์กลางควบคุม” แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายที่ผ่านการลงมติจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. เต็มคณะ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนทิศทางการกำกับดูแลคริปโตในยุคปัจจุบัน
เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ Buyback และ Staking Token รอดพ้นการเป็นหลักทรัพย์
ตามเอกสารของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ โทเคนที่ได้รับจากการ Staking ซึ่งเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลที่นำไปฝากไว้ในโปรโตคอล เช่น Liquid Staking Receipt Token จะถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือดิจิทัล” หรือสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล ไม่ใช่สัญญาการลงทุนภายใต้เกณฑ์ Howey Test ตราบใดที่ผู้ออกโทเคนไม่ได้เข้าครอบครองหรือควบคุมสินทรัพย์ที่ฝากไว้ ไม่นำไปให้กู้ยืม จำนำ หรือนำไปใช้ซ้ำ (rehypothecate) ในส่วนของการซื้อคืนโทเคนบนเครือข่ายที่ทำงานได้สมบูรณ์และมีการกระจายอำนาจแล้ว เพื่อจุดประสงค์เช่นการบริหารคลังทุนหรือการเผาโทเคนเพื่อลดปริมาณในระบบ จะไม่ถือเป็น “ความพยายามด้านการบริหารจัดการที่จำเป็น” ตามเกณฑ์ Howey แต่หากการซื้อคืนเกิดขึ้นบนเครือข่ายที่ยังไม่สมบูรณ์ และถูกโปรโมทโดยผู้พัฒนาว่าเป็นช่องทางสร้างผลตอบแทนหรือกำไรให้นักลงทุน ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกจัดเป็นสัญญาการลงทุนเช่นเดิม
ความชัดเจนด้านกฎระเบียบที่มาพร้อมความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
แนวปฏิบัตินี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐสภาสหรัฐฯ ยังไม่สามารถผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต หรือ CLARITY Act ได้สำเร็จ หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้ผ่านเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ต้องออกแนวปฏิบัติระดับหน่วยงานเพื่อสร้างความชัดเจนให้กับตลาดในระหว่างที่รอกฎหมายฉบับเต็ม ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเพียงแนวปฏิบัติของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่กฎที่ผ่านการลงมติจากคณะกรรมการเต็มคณะ จึงไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และอาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กรอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ จับมือ CFTC ออกกรอบร่วม ชี้คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิรูปการกำกับดูแลคริปโตภายใต้การนำของประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ คนปัจจุบันที่เข้ามาแทนที่ Gary Gensler ซึ่งเคยใช้แนวทางกำกับดูแลผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าแนวปฏิบัตินี้เป็นข่าวดีสำหรับโปรเจกต์คริปโตที่ใช้กลไก Buyback และ Staking มานาน เพราะช่วยลดความกังวลเรื่องการถูกจัดว่าเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งเคยเป็นดาบที่แขวนคออุตสาหกรรมนี้มาหลายปี แต่ต้องเข้าใจว่านี่เป็นแค่แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่กฎหมายที่ผ่านสภาหรือลงมติจากคณะกรรมการเต็มคณะ ดังนั้นความชัดเจนที่ได้มาตอนนี้ยังมีความเปราะบางอยู่บ้าง หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ ก.ล.ต. ในอนาคต ทิศทางอาจพลิกกลับได้อีก สิ่งที่ผมมองว่าน่าจับตาต่อคือว่ารัฐสภาสหรัฐฯ จะกลับมาผลักดัน CLARITY Act ให้ผ่านได้เมื่อไหร่ เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้ขาดว่าความชัดเจนนี้จะกลายเป็นกฎหมายถาวรหรือไม่
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
