bitkub-banner

Kevin O’Leary ชี้การใช้งานจริงในกลุ่มบริษัท S&P 500 คือตัวเร่งการเติบโตครั้งใหญ่รอบถัดไปของคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Kevin O’Leary มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังมองว่าโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดคริปโตยังมาไม่ถึง โดย Bitcoin และ Ethereum ได้สร้างผลตอบแทนหลักๆ ไปเกือบหมดแล้ว และวัฏจักร ถัดไปจะไม่ใช่เรื่องของการเก็งกำไรเหรียญใหม่ๆ
  • ตัวแปรสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในอนาคตคือการที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ในดัชนี S&P 500 หันมาใช้บล็อกเชนในการดำเนินธุรกิจจริง ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการสินค้าคงคลัง การขนส่ง หรือระบบการชำระเงิน
  • ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนของกลุ่มสถาบันการเงินได้หลั่งไหลเข้ามากระจุกตัวอยู่แค่ในสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum เท่านั้น หลังจากที่เหรียญทางเลือกขนาดเล็กจำนวนมากต้องล้มหายตายจากไปในช่วงตลาดขาลง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

มุมมองของนักลงทุนระดับโลกที่เน้นการใช้งานจริงของภาคธุรกิจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมคริปโตในระยะยาวและจะช่วยผลักดันให้เครือข่ายบล็อกเชนที่มีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

Kevin O’Leary เผยแนวคิดว่าโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง โดยเขาระบุว่า Bitcoin และ Ethereum ได้ทำหน้าที่มอบผลตอบแทนส่วนใหญ่ที่นักลงทุนคาดหวังไปเรียบร้อยแล้ว และเฟสต่อไปของตลาดจะไม่ใช่การขับเคลื่อนด้วยกระแสการเก็งกำไรในเหรียญหน้าใหม่ แต่จะเกิดจากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าไปฝังอยู่ในระบบการทำงานหลักขององค์กร

ในมุมมองของเขา บริษัทมหาชนในกลุ่ม S&P 500 เริ่มมีความต้องการที่จะนำระบบบล็อกเชนมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในระบบหลังบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง การติดตามระบบโลจิสติกส์ การจัดการเอกสารสัญญา รวมถึงระบบการชำระเงิน แต่ปัญหาก็คือในปัจจุบันยังไม่มีบล็อกเชนเครือข่ายไหนที่ก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานสากลสำหรับภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง

แม้ว่าหลายบริษัทจะกำลังอยู่ในช่วงทดลองและศึกษาเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่กล้าตัดสินใจเลือกใช้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งแบบเต็มตัว เนื่องจากยังมีความกังวลในเรื่องของกฎระเบียบข้อบังคับ ความถูกต้องทางกฎหมาย และการสนับสนุนระบบในระยะยาวที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่ง O’Leary เชื่อว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจะเกิดขึ้นทันทีที่มีบล็อกเชนเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งสามารถดึงดูดใจและปิดดีลกับบริษัทมหาชนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในหลากหลายอุตสาหกรรมให้นำระบบสำคัญๆ มาวิ่งอยู่บนออนเชนได้สำเร็จ โดยเขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อกระแสของเกมมิ่ง สินทรัพย์ประเภท NFT หรือกระแสไวรัลในโลกโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ กลยุทธ์การลงทุนส่วนตัวของ O’Leary ก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เขาเคยกระจายความเสี่ยงถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลมากถึง 27 ตัว ปัจจุบันเขาได้ปรับพอร์ตมาเน้นหนักอยู่แค่ใน Bitcoin และ Ethereum ควบคู่ไปกับโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

เขาเผยว่านักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ต่างก็ตกผลึกและได้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกันหลังจากที่เข้ามาทำการศึกษาตลาดนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง มีเหรียญทางเลือกขนาดเล็กจำนวนมากที่พังทลายลงและไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีกเลย ทำให้เม็ดเงินของสถาบันเลือกที่จะหลั่งไหลเข้าหาเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ซึ่งนักลงทุนทั่วไปก็สามารถรับผลตอบแทนตามแนวโน้มของตลาดภาพรวมได้ง่ายๆ เพียงแค่ถือครองสินทรัพย์หลักทั้งสองตัวนี้เท่านั้น โดยเฉพาะ Ethereum ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบนิเวศของ Stablecoin และมีสภาพคล่องที่ลึกพอสำหรับสถาบันในการเข้าซื้อหรือเทขายในปริมาณมหาศาล


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าทิศทางที่ O’Leary วิเคราะห์เป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของตลาดการเงินครับ จากยุคของการเก็งกำไรอย่างไร้ทิศทางกำลังเข้าสู่ยุคของการนำไปใช้งานจริงเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Real-world Utility) การที่บริษัทใน S&P 500 จะนำบล็อกเชนมาใช้นั้นต้องการความเสถียรและความชัดเจนทางกฎหมายสูงมาก ดังนั้นเครือข่ายไหนที่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ตอบโจทย์และสร้างความเชื่อมั่นในจุดนี้ได้ก่อนก็จะได้เค้กก้อนใหญ่ไปครอง ส่วนการที่พอร์ตของรายใหญ่เน้นถือแค่ Bitcoin และ Ethereum ก็สะท้อนว่าเหรียญที่มีความต้องการใช้งานจริงระดับสถาบันเท่านั้นที่จะอยู่รอดในระยะยาวครับ