bitkub-banner

Strategy กำลังขาดทุนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังพอร์ตติดลบหนัก -17%

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Strategy กำลังเผชิญกับตัวเลขขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง $1.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังราคา Bitcoin ร่วงหลุดระดับ $62,500
  • นอกเหนือจากสภาวะตลาดขาลงแล้ว บริษัทยังแบกรับความตึงเครียดจากภาระหนี้สินสูงถึง $6.7 พันล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับภาระดอกเบี้ยและปันผลค้างจ่ายมหาศาล 
  • นักลงทุนต่างจับตามองการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 มิถุนายนนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาข้อเสนอปรับความถี่การจ่ายเงินปันผลของหุ้นรหัส STRC 

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

Strategy กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมทางการเงินครั้งรุนแรงที่สุด โดยติดลบทางบัญชีสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังราคา Bitcoin ร่วงหลุด $62,500 ฉุดให้มูลค่าพอร์ตทรุดตัวลง 17% และทำให้หุ้นของบริษัทอย่าง MSTR ดิ่งเหวลงกว่า 77% จากจุดสูงสุด สวนทางกับดัชนี S&P 500 ที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Strategy บริษัทจดทะเบียนที่มีการถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก นำโดย Michael Saylor ปัจจุบันกำลังประสบกับปัญหาขาดทุน (ที่ยังไม่เกิดขึ้น) ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า $1.08 หมื่นล้านดอลลาร์

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาที่ Strategy หรือเดิม Microstrategy ได้เริ่มต้นกลยุทธ์เดินหน้าซื้อ Bitcoin อย่างบ้าระห่ำเป็นจำนวนรวมกันมากถึง 843,706 BTC หรือ  $6.38 หมื่นล้าน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บริษัทของพวกเขาร่ำรวยขึ้นแต่อย่างใดเนื่องจากพวกเขาไม่คิดจะขายออกในช่วงตลาดขาขึ้น

ปัจจุบันมูลค่าของ Bitcoin ในพอร์ตของบริษัทได้ร่วงลงมาแล้วกว่า 17% เหลือเพียง $5.3 หมื่นล้าน หลังราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่าระดับราคา $62,500 ขณะเดียวกันหุ้นหลักของบริษัทอย่าง MSTR ยังได้ร่วงลงมากว่า 77% จากจุดสูงสุด สวนทางกับ S&P 500 ที่โตวันโตคืนกว่า 116% ในช่วงเวลาเดียวกันกับตอนที่ Strategy เริ่มซื้อ Bitcoin

แรงกดดันทางการเงิน

นอกเหนือจากการที่ตลาดไม่เป็นใจแล้ว ขณะนี้ Strategy ยังต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากปัญหาหนี้สินกว่า $6.7 พันล้าน รวมถึงภาระผูกพันในการจ่ายเงินปันผลประจำปีและดอกเบี้ยจำนวนมหาศาลที่ยังค้างคาอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น ยอดเงินสดคงเหลือของ Strategy ได้ลดลงเหลือราว ๆ 871 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม หลังจากที่บริษัทได้ทำการซื้อคืนหุ้นกู้แปลงสภาพ ไปเป็นมูลค่ากว่า $1.5 พันล้าน ซึ่งจะเพียงพอต่อการจ่ายเงินปันผลสำหรับหุ้นบุริมสิทธิได้เพียงแค่ประมาณ 6 เดือนเท่านั้น

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้บริษัทยังได้มีการเสนอปรับความถี่ของการจ่ายเงินปันผลให้แก่หุ้น STRC เป็นเดือนละสองครั้ง ซึ่งจะต้องมาติดตามกันดูว่าแผนการดังกล่าวจะถูกนำมาปรับใช้หรือไม่ในการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 มิ.ย. 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตลาดบางราย ซึ่งรวมถึงบุคคลที่เป็นสายแช่งคริปโต อย่าง Peter Schiff เริ่มออกมาโต้แย้งในตอนนี้ว่า Bitcoin อาจจะเริ่มพบแนวรับสำคัญแถว ๆ ระดับ $61,000 ซึ่งเป็นระดับราคาที่เทียบเท่ากับจุดต่ำสุดเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ โดยจุดดังกล่าวเคยเป็นแนวรับที่ส่งผลให้ราคาดีดตัวกลับขึ้นไปอย่างน่าประทับใจ หลังจากที่เหล่านักเทรดได้ซึมซับการปรับฐานของตลาดหุ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนก็ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า Bitcoin จะลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมก่อนฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ หรือร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่แล้วเดินหน้าขึ้นรอบใหม่กันแน่

ที่มา : Finbold


มุมมองผู้เขียน : หากราคาหลุดแนวรับและดิ่งลึกลงไปอีก แรงกดดันจากผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 มิถุนายนประกอบกับข้อผูกมัดในการจ่ายปันผล STRC อาจกลายเป็นชนวนเหตุบังคับที่ทำให้บริษัทจำเป็นต้องเฉือนเนื้อเทขาย Bitcoin ในคลังออกมาเพิ่มขึ้นในอนาคตเพื่อรักษาความอยู่รอด ซึ่งนั่นจะกลายเป็นฝันร้ายที่สร้างแรงเทขายมหาศาลซ้ำเติมตลาดคริปโตในภาพใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้