bitkub-banner

Bitcoin ร่วงทะลุแนวรับหายากครั้งประวัติศาสตร์ อาจเจอฤดูหนาวคริปโตเร็ว ๆ นี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคา Bitcoin ร่วงทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญแบ่งแยกตลาดกระทิงออกจากฤดูหนาวคริปโตเคอร์เรนซี ส่งผลให้นักลงทุนฝั่งซื้อถูกล้างพอร์ตไปกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐในวันเดียว
  • สถิติในอดีตชี้ว่าเหตุการณ์นี้มักเกิดเฉพาะช่วงจุดต่ำสุดของตลาดหมี แต่โครงสร้างตลาดในปี 2026 นั้นต่างออกไปเนื่องจากมีเม็ดเงินจากกลุ่มทุนสถาบันระดับองค์กรถือครองสินทรัพย์อยู่เป็นจำนวนมหาศาล
  • นักวิเคราะห์เตือนว่าบริษัทใหญ่อย่าง MicroStrategy กำลังเผชิญแรงกดดันหนักหากราคาหลุด 58,000 ดอลลาร์สหรัฐจนอาจเกิดสุญญากาศทางเทคนิคที่เสี่ยงพาราคาร่วงยาวไปทดสอบแนวรับลึกที่ 49,000 ดอลลาร์สหรัฐ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

เนื่องจากสัญญาณทางเทคนิคที่ย่ำแย่จากการพังทลายของเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ผนวกกับความกังวลเรื่องการเทขายตัดขาดทุนจากสถาบันการเงินอาจสร้างแรงกดดันมหาศาลให้ราคาดิ่งลงไปทดสอบแนวรับที่ลึกกว่าเดิม

ราคา Bitcoin ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในทิศทางที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดอีกครั้ง หลังมีการปิดแท่งเทียนรายสัปดาห์หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2023 การร่วงทะลุแนวรับสำคัญซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในเชิงประวัติศาสตร์ว่าเป็นเส้นแบ่งขอบเขตระหว่างตลาดกระทิงและฤดูหนาวคริปโตเคอร์เรนซีที่ยาวนาน ได้จุดชนวนให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรง และส่งผลให้นักลงทุนฝั่งซื้อที่ใช้เลเวอเรจถูกบังคับชำระบัญชีไปเป็นมูลค่าสูงกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

แม้ว่ากลุ่มนักลงทุนที่เชื่อมั่นในขาขึ้นระยะยาวจะมองว่าเหตุการณ์ทางเทคนิคที่หาได้ยากนี้คือโอกาสทองในการเข้าซื้อสะสมครั้งสำคัญของยุค แต่ก็ยังคงมีความกังวลก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าตลาดอาจกำลังเข้าสู่ช่วงของการยอมจำนนและเตรียมดำดิ่งลงลึกกว่าเดิม

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ตลอด 17 ปีของ Bitcoin การปิดแท่งเทียนรายสัปดาห์ใต้เส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพังทลายของแนวรับนี้มักจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่ตลาดหมีในภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคตกลงไปสู่จุดต่ำสุดอย่างแท้จริงเท่านั้น

ในปี 2015 ราคาได้เคลื่อนไหวอยู่ใต้เส้นนี้นานหลายเดือนก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงสะสมของระยะยาว ในขณะที่ปี 2018 การหลุดแนวรับเพียงชั่วคราวได้กลายเป็นจุดต่ำสุดที่ชัดเจนของวิกฤตฟองสบู่แตกจากฝั่งนักลงทุนรายย่อย และล่าสุดในปี 2022 การล่มสลายของบริษัทผู้ให้กู้ยืมและอัลกอริทึมสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ก็เคยกดให้ Bitcoin จมอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยนี้นานเกือบหกไตรมาส

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของตลาดในปี 2026 มีความแตกต่างจากวัฏจักรในอดีตอย่างสิ้นเชิง ปัจจัยหลักมาจากการกระจุกตัวของเม็ดเงินจากกลุ่มทุนสถาบันและการถือครองสินทรัพย์เพื่อเป็นคลังสำรองของบริษัทระดับองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้พลวัตของการขับเคลื่อนราคาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ทางด้าน Peter Schiff นักวิจารณ์ทางการเงินและผู้สนับสนุนทองคำได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนภัยครั้งใหม่เกี่ยวกับความเปราะบางของแนวรับในปัจจุบัน โดยเขาระบุว่าบริษัทระดับองค์กรอย่าง MicroStrategy หรือที่ในแวดวงสถาบันมักเรียกสั้นๆ ว่า Strategy ซึ่งคาดว่าถือครอง Bitcoin อยู่ประมาณ 847,363 เหรียญด้วยต้นทุนเฉลี่ยราว 75,700 ดอลลาร์สหรัฐ กำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันและการจับตามองอย่างหนัก

นักวิเคราะห์หลายรายยังได้ส่งสัญญาณเตือนเพิ่มเติมว่า หาก Bitcoin ยังคงรักษาสภาพการหลุดระดับ 58,000 ดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ได้ ตลาดจะเผชิญกับสุญญากาศทางเทคนิคที่อาจลากราคาดิ่งลงไปถึงจุดต่ำสุดของเดือนสิงหาคม 2024 บริเวณ 49,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากแนวรับนั้นไม่สามารถต้านทานได้ มันอาจเป็นการเปิดประตูไปสู่การทดสอบจุดสูงสุดของวัฏจักรก่อนหน้าที่ระดับ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง โดยข้อมูลปัจจุบันจาก CoinGecko ชี้ให้เห็นว่าราคา Bitcoin ได้ปรับตัวลดลงมาแล้วถึง 53% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ที่มา: X


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการร่วงทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ของ Bitcoin ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การหลุดแนวรับที่เป็นดั่งเส้นแบ่งขอบเขตของตลาดไม่ได้เป็นเพียงแค่ความพ่ายแพ้ทางกราฟเทคนิค แต่ยังเป็นการทดสอบความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนสถาบันที่เพิ่งก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในวัฏจักรนี้อย่างแท้จริง

ในอดีตการหลุดแนวรับระดับนี้มักจะเป็นสัญญาณของจุดต่ำสุดที่เปิดโอกาสให้สะสมสินทรัพย์ แต่โครงสร้างตลาดในปัจจุบันที่มีองค์กรขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ความเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น การที่บริษัทอย่าง MicroStrategy มีต้นทุนเฉลี่ยสูงถึงระดับ 75,700 ดอลลาร์สหรัฐหมายความว่าพวกเขากำลังเผชิญสภาวะขาดทุนก้อนโต ซึ่งหากตลาดยังคงซึมซับแรงกดดันจนไม่สามารถกลับไปยืนเหนือระดับ 58,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ เราอาจจะได้เห็นโดมิโนเอฟเฟกต์จากการเร่งเทขายเพื่อรักษาเงินสด

สิ่งที่ต้องระมัดระวังที่สุดคือสุญญากาศทางเทคนิคที่ไม่มีแนวรับที่แข็งแกร่งมารองรับจนกว่าจะถึงระดับ 49,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากความตื่นตระหนกก่อตัวขึ้นจนนำไปสู่การเทขายจากฝั่งสถาบัน การปรับฐานรอบนี้อาจจะยาวนานและบาดลึกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นักลงทุนจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจและบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวดที่สุดในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังค้นหาจุดสมดุลใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนเช่นนี้