สรุปข่าว
- T. Rowe Price บริษัทบริหารสินทรัพย์ระดับโลกที่ดูแลเงินกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ เปิดตัวกองทุน Crypto ETF แบบบริหารเชิงรุกตัวแรกในชื่อ TKNZ เริ่มซื้อขายแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
- กองทุนถือครองเหรียญคริปโตหลากหลายสัดส่วน นำโดย Bitcoin ที่ 40.75% Ethereum ที่ 18.42% , BNB ที่ 11.01% ส่วน Solana กับ XRP สัดส่วนใกล้เคียงกันที่ราว 9%
- การเข้าตลาดครั้งนี้เดินตามรอย BlackRock และ Fidelity ซึ่งตอกย้ำว่า คริปโตกลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลักที่สถาบันการเงินดั้งเดิมเริ่มยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่สถาบันการเงินเก่าแก่ระดับโลกอย่าง T. Rowe Price ยอมลงสนามคริปโตอย่างเป็นทางการ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพรวมตลาด เพราะช่วยเปิดช่องทางให้เงินทุนจากนักลงทุนสถาบันไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเหรียญอย่าง HYPE และ XRP ที่ได้รับน้ำหนักสูงกว่าที่หลายคนคาดไว้ อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง T. Rowe Price ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) สูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดกองทุนรวมดัชนีคริปโตเคอเรนซีอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดตัวกองทุน ETF แบบบริหารจัดการเชิงรุกที่รวมหลายโทเคนเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตลาดตั้งตารอคอยนี้ เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ทั้ง Bitcoin รวมถึงเหรียญ Altcoin ชั้นนำอย่าง Ethereum และ XRP
Eric Balchunas นักวิเคราะห์กองทุน ETF จากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า กองทุน ETF ใหม่นี้ได้เริ่มทำการซื้อขายไปแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ภายใต้รหัสซื้อขาย “TKNZ“
การเปิดตัวในครั้งนี้ มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของ T. Rowe Price ในฐานะผู้บริหารจัดการหุ้นเชิงรุกที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยกองทุนนี้เปิดตัววันแรกด้วย มูลค่าสินทรัพย์เริ่มต้นประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการอยู่ที่ 0.75%
Eric Balchunas ให้ความเห็นไว้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า T. Rowe Price ดูเหมือนจะตั้งใจรอจังหวะให้แรงเทขายในตลาดคริปโตช่วงก่อนหน้านี้ลดลงก่อน จึงค่อยนำผลิตภัณฑ์นี้เข้าสู่ตลาดจริง
อีกหนึ่งสถาบันยักษ์ใหญ่ที่ร่วมโอบรับคริปโต
การที่ T. Rowe Price ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขยับตัวเข้ามาในสมรภูมินี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง สถาบันการเงินซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองบัลติมอร์รายนี้ ทำหน้าที่ดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณ ทรัพย์สินกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนรวม และพอร์ตการลงทุนของสถาบันต่างๆ ให้แก่นักลงทุนหลายล้านคนทั่วโลก
ยักษ์ใหญ่ทางการเงินรายนี้ ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างชื่อเสียงอันยอดเยี่ยม ดังนั้น การก้าวเข้าสู่โลกคริปโตของพวกเขาจึงเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดว่า สินทรัพย์คริปโตได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกระแสหลักแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการเปิดตัวคริปโต ETF ในครั้งนี้ T. Rowe Price เคยลงทุนทางอ้อมในภาควส่วนคริปโตผ่านตลาดส่วนบุคคลมาก่อนแล้ว โดยบริษัทได้เข้าร่วมในรอบการระดมทุนของบริษัทคริปโตยักษ์ใหญ่หลายแห่ง รวมถึง Circle (ผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ USDC) และ Bullish (แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่สนับสนุนโดย Block.one)
นอกจากนี้ ยังเคยถือหุ้นในกระดานเทรด Coinbase ผ่านกองทุนที่เน้นการเติบโตต่างๆ ในช่วงเวลาที่กระดานเทรดดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย
เจาะลึกสัดส่วนการถือครองในกองทุน
แม้ว่าตัวกองทุนจะเป็นกองทุนรวมหลายโทเค็น แต่ Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนการถือครองมากที่สุด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 40.75% ตามมาด้วย Ethereum ในสัดส่วน 18.42% และ BNB ที่ 11.01%
ขณะที่ Solana ครองสัดส่วนอยู่ที่ 9.44% นำหน้า XRP ไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ในพอร์ต 9.37%
สำหรับสัดส่วนการลงทุนที่เหลือ ประกอบไปด้วย Hyperliquid (HYPE) ที่ 6.45% , Stellar (XLM) อยู่ที่ 3.00% ,Dogecoin (DOGE) ที่ 1.28% และUSD Coin (USDC)ที่ 0.16%
Eric Balchunas ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กองทุน ETF นี้มีสัดส่วนของ Bitcoin ที่น้อยกว่าปกติ แต่มุ่งเน้นการกระจายน้ำหนักที่มากกว่าไปยังเหรียญส่วนที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญ HYPE
ที่มา : u.today
มุมมองผู้เขียน : การที่ T. Rowe Price ยอมกระโดดเข้าสู่ตลาดคริปโตเต็มตัว น่าจะเป็นแรงหนุนให้สถาบันการเงินดั้งเดิมรายอื่นที่ยังลังเลเริ่มขยับตามมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกกระจายน้ำหนักไปยังเหรียญอย่าง HYPE และ XRP แทนที่จะเทน้ำหนักไปที่ Bitcoin เพียงอย่างเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์กองทุนคริปโตแบบหลากหลายสินทรัพย์ที่จะเห็นมากขึ้นในอนาคต

