สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin และทองคำต่างย่อตัวลงราว 5% จากจุดสูงสุดในเดือนที่ผ่านมา หลัง Kevin Warsh ประธานเฟด เเสดงท่าทีเข้มงวดในงาน Jackson Hole
- รายงานวิจัยรอบ 90 วันพบว่าความสัมพันธ์ของ Bitcoin กับทองคำพุ่งเกิน 50% ขณะที่ความสัมพันธ์กับ Nasdaq 100 ดิ่งลงเหลือเพียง 33%
- การย่อตัวสั้นๆ ในช่วงนี้อาจจะมองได้เป็นการเทขายทำกำไร แต่การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในวันที่ 16 กันยายนนี้ จะเป็นตัวตัดสินความแข็งแกร่งของทั้งสอง
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Bitcoin และทองคำต่างปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกันราว 5% หลังจบงานประชุม Jackson Hole ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะงานวิจัยเผยว่าในปี 2026 ความสัมพันธ์เชิงราคาในรอบ 90 วันของทั้งสองต่างพุ่งเกิน 50% ขณะที่ความสัมพันธ์กับ Nasdaq 100 ลดลงเหลือเพียง 33% อันเป็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงที่ต้องจับตา
นักลงทุนหลายคงเคยได้ยินกันมาว่า Bitcoin เปรียบได้ดั่งทองคำดิจิทัลซึ่งคำกล่าวนี้ก็อาจไม่ได้หมายถึงคุณสมบัติเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมไปถึงความเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก หลังจากที่ตลาดรับทราบความเคลื่อนไหวของประธานเฟดที่ Jackson Hole
รายงานระบุว่า Bitcoin รวมถึงทองคำล้วนแล้วแต่เผชิญหน้ากับการย่อตัวเหมือนๆ กันหลังจากที่กลับตัวพุ่งขึ้นอย่างชันไปก่อนหน้านี้ โดยขณะนั้นราคาสินทรัพย์ทั้งสองต่างถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวแผนการซื้อพันธบัตรคืนของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนเลือกเทรด Bitcoin และทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเสื่อมค่า”
ในตอนที่เป็นข่าวนักลงทุนต่างแห่งกันโยกย้ายเงินไปสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้า ETFs ของสินทรัพย์ทั้งสองซึ่งทำสถิติใหม่ โดยทองคำปรับตัวขึ้นเหนือ $4,697 ในขณะที่ Bitcoin พุ่งทะยานทะลุ $81,000
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ราคาทองคำได้ร่วงลงมากว่า 5.6% และเทรดกันอยู่ในระดับราคา $4,432 ส่วน Bitcoin ร่วงลงมา 5% เช่นกัน และเทรดกันในกรอบราคา $78,000
Jackson Hole
Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ที่งานประชุม Jackson Hole เมื่อสัปดาห์ก่อน ตัวเขาได้แสดงออกชัดเจนว่าทางหน่วยงานจะมีท่าทีที่แข็งกร้าว (Hawkish) เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2%
ด้วยเหตุนี้ ความหวังที่จะให้เฟดทำการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้จึงลดลงอย่างมาก กลับกันความเป็นไปได้ที่เฟดจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยยิ่งเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่าในวันที่ 16 ก.ย. มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 66.4% โดยถ้าหากเกินขึ้นจริงสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่มอบผลตอบแทน (เช่น ทองคำ, Bitcoin) ก็จะยิ่งถูกกดดันจาก “ค่าเสียโอกาส”

Bitcoin เลิกเดินตามหุ้น
Grayscale บริษัทผู้จัดการสินทรัพย์ ก่อนหน้าที่จะเกิดการย่อตัวไม่กี่วันได้เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งอันมีข้อค้นพบว่าความเคลื่อนไหวตลอด 90 วันของ Bitcoin เทียบกับทองคำเริ่มมีความสัมพันธ์กันมากกว่า 50% ในปีนี้ ขณะที่ความสัมพันธ์กับตลาด Nasdaq 100 ร่วงหล่นลงมาจาก 60% เหลือเพียง 33%
Zach Pandl หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า ความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับทองคำนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมองว่า Bitcoin นั้นกลายเป็นเครื่องมือสำหรับการ hedging ป้องกันความเสี่ยงมากกว่าเครื่องมือในการเก็งกำไรสูงๆ เหมือนกับหุ้นเทคโนโลยี
ทว่า อัตลักษณ์ใหม่นี้ย่อมเป็นดาบสองคม เพราะสินทรัพย์ที่ถูกซื้อขายในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจะปรับตัวขึ้นเมื่อมีความกังวลเรื่องการด้อยค่าของเงิน แต่จะถูกเทขายออกมาทันทีเมื่อ Fed เปลี่ยนสายตาไปในทิศทางเข้มงวดโดยไม่สนใจว่าหุ้นเทคโนโลยีจะเคลื่อนไหวอย่างไร
ในขณะเดียวกัน การย่อตัวลงมาบางส่วนในขณะนี้อาจเป็นเพียงการเทขายทำกำไรตามปกติ หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นมาอย่างร้อนแรงก่อนหน้านี้ ซึ่งสินทรัพย์ทั้งสองประเภทยังคงมีราคาอยู่สูงกว่าจุดเริ่มต้นของเดือนนี้อย่างมาก
การประชุมในวันที่ 16 กันยายนนี้ จึงกลายเป็นแบบทดสอบสำคัญ หาก Kevin Warsh ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นการเก็งกำไรในธีมป้องกันภาวะเงินด้อยค่า ก็จะต้องเผชิญกับแรงต้านที่แท้จริงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่การเทขายพันธบัตรได้จุดชนวนให้การฟื้นตัวรอบนี้เกิดขึ้น
ที่มา: Beincrypto
มุมมองผู้เขียน : แม้ในขณะนี้ความหวังที่จะให้เกิดการลดอัตราดอกเบี้ยจะสลายไปแล้วแต่อย่างน้อยตลาดยังคงมีหวังว่าเฟดจะทำการคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่าตัวเลขเรื่องตลาดแรงงานในวันศุกร์นี้จะมีผลออกมาดีหรือเลวร้ายมากแค่ไหน

