สรุปข่าว
- หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของเกาหลีใต้ได้ประกาศแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการแปลงสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมอย่างหุ้นรวมถึงพันธบัตรและกองทุนให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล
- แผนงานดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นสามระยะโดยจะเริ่มต้นระยะแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 ซึ่งครอบคลุมถึงกองทุนรวมตลาดเงินและพันธบัตรสำหรับนักลงทุนสถาบันก่อนที่จะขยายไปสู่การชำระเงินบนบล็อกเชนด้วยสเตเบิลคอยน์ในระยะสุดท้าย
- ผู้ลงทุนรายย่อยจะถูกจำกัดวงเงินการซื้อหลักทรัพย์โทเคนไว้ที่ไม่เกิน 30 ล้านวอนหรือประมาณ 22,000 ดอลลาร์และไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการออกเหรียญทั้งหมดเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากความมุ่งมั่นของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการยกระดับตลาดทุนไปสู่ระบบบล็อกเชนจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าสู่ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับภูมิภาคเอเชีย
คณะกรรมการกำกับดูแลด้านการเงินของเกาหลีใต้หรือ FSC และหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินหรือ FSS ได้ร่วมกันร่างนโยบายเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการแปลงหลักทรัพย์ให้เป็นโทเคนหรือ Tokenized Securities พร้อมรองรับการชำระดุลด้วยสเตเบิลคอยน์ในอนาคต โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้เปิดเผยแผนการที่จะขยายการนำเสนอหลักทรัพย์โทเคนหรือ STO ให้ครอบคลุมมากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบแบ่งส่วน โดยจะมุ่งเน้นขยายไปถึงหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร และกองทุน ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2027
การผลักดันนโยบายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเกาหลีใต้ในการปฏิรูปและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในตลาดการลงทุนรายย่อยที่คึกคักที่สุดในโลกด้วยจำนวนผู้ใช้งานคริปโตที่ยืนยันตัวตนแล้วกว่า 11.3 ล้านคน และมีปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นรายวันเทียบเท่ากับกระดานเทรดคริปโตชั้นนำ การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับหลักทรัพย์ทั่วไปจึงถือเป็นการปูทางไปสู่ตลาดทุนดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ที่ระบุว่าเอเชียกำลังมีบทบาทสำคัญในตลาดคริปโตระดับโลกและคาดว่าจะมีสัดส่วนการซื้อขายสเตเบิลคอยน์สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025
แผนงานของเกาหลีใต้ถูกแบ่งออกเป็นสามระยะอย่างชัดเจน โดยระยะแรกจะเริ่มต้นพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายการจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 ซึ่งจะอนุญาตให้มีการออกกองทุนรวมตลาดเงินและพันธบัตรสำหรับนักลงทุนสถาบันในรูปแบบโทเคน รวมถึงการแปลงหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนให้อยู่ในรูปดิจิทัลผ่านโครงสร้างทรัสต์ จากนั้นในระยะที่สองจะเปิดกว้างให้สามารถแปลงหลักทรัพย์ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปทั้งหมดให้เป็นโทเคนได้ และปิดท้ายด้วยระยะที่สามซึ่งจะเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงินบนบล็อกเชนที่เชื่อมโยงกับสเตเบิลคอยน์ อย่างไรก็ตามกรอบเวลาของสองระยะหลังยังต้องขึ้นอยู่กับผลประเมินในระยะแรกรวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความคืบหน้าของกฎหมายสเตเบิลคอยน์ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
เพื่อเป็นการคุ้มครองนักลงทุน ทางการเกาหลีใต้ได้กำหนดเพดานการจองซื้อสำหรับบุคคลทั่วไปไว้ที่ 30 ล้านวอนหรือประมาณ 22,000 ดอลลาร์ และต้องไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการออกโทเคนทั้งหมด นอกจากนี้การซื้อสุทธิรายปีบนกระดานเทรดนอกตลาดหรือ OTC ยังถูกจำกัดไว้ที่ประมาณ 74,000 ดอลลาร์ สำหรับบริษัทการเงินที่ได้รับใบอนุญาตอยู่แล้วจะสามารถให้บริการเกี่ยวกับหลักทรัพย์โทเคนได้ทันทีภายใต้ใบอนุญาตเดิม ส่วนผู้ออกหลักทรัพย์ที่ต้องการจัดการบัญชีของตนเองจะต้องมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 3 ล้านดอลลาร์พร้อมทั้งผ่านมาตรฐานด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวด
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า ความเคลื่อนไหวของเกาหลีใต้ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการการเงินในภูมิภาคเอเชีย การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อนำหุ้นและพันธบัตรขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าเหนือกว่าหลายประเทศ การเตรียมเชื่อมโยงสเตเบิลคอยน์เพื่อเป็นเครื่องมือชำระดุลจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมได้อย่างมหาศาล แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องเพดานการลงทุนสำหรับรายย่อยเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ความชัดเจนทางกฎหมายนี้จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันให้ไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

