bitkub-banner

พ่อรวยสอนลูกเตือน 3 ประโยคติดปากดักความจน ยิ่งพูดบ่อยยิ่งไม่รวย 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ชี้ว่า มีประโยคติดปาก 3 ประโยคที่คนจนมักพูด ซึ่งสะท้อนกรอบคิดแบบขาดแคลน และปิดกั้นโอกาสสร้างความมั่งคั่ง
  • เขาอธิบายโครงสร้างรายได้ 3 ประเภท พร้อมยกกรณีของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นตัวอย่างว่า ทำไมคนรวยถึงเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคนทำงานประจำ
  • โรเบิร์ต คิโยซากิ ยังย้ำจุดยืนเดิมเรื่องการถือครองสินทรัพย์อย่างทองคำ แร่เงิน และคริปโตเคอร์เรนซี แทนการถือเงินสด

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

เนื้อหาเป็นมุมมองเชิงปรัชญาการเงินส่วนบุคคลของโรเบิร์ต คิโยซากิ ไม่ได้มีข้อมูลเหตุการณ์เชิงโครงสร้างที่กระทบราคาสินทรัพย์โดยตรงในระยะสั้น แต่การพูดถึง Bitcoin และ Ethereum อาจช่วยกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนรายย่อยได้บ้างในภาพรวม

โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลก “พ่อรวยสอนลูก” ได้ออกมาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า หนึ่งในข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง “คนรวย” กับ “คนยากจน” ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ กรอบวิธีคิด และคำพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 

โดยเขาชี้ว่า 3 ประโยคติดปาก ได้แก่ “ฉันไม่มีปัญญาซื้อหรอก” , “ฉันจะลองดู” และ “คนรวยเป็นพวกโลภมาก” คือ คำพูดที่ตอกย้ำกรอบคิดแบบขาดแคลน และสะท้อนให้เห็นว่า บุคคลนั้นปฏิเสธโอกาสที่จะเรียนรู้แนวคิดการสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง

โครงสร้างรายได้ 3 ประเภท และกรณีศึกษา Warren Buffett

โรเบิร์ต คิโยซากิ อธิบายว่า หัวใจสำคัญที่คนรวยเข้าใจ แต่คนทั่วไปมักมองข้ามคือ เรื่อง โครงสร้างของรายได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. รายได้จากการทำงาน/เงินเดือน : เป็นรายได้หลักของคนส่วนใหญ่ แต่กลับเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับอัตราภาษีสูงที่สุด
  2. รายได้จากพอร์ตการลงทุน : เกิดจากการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือบัญชีเพื่อการเกษียณ
  3. รายได้ทางอ้อม/กระแสเงินสด : เกิดจากสินทรัพย์ที่สร้างเงินให้อย่างต่อเนื่อง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งมักได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อประโยชน์มากที่สุด

การแตกต่างนี้ช่วยอธิบายกรณีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์  มหาเศรษฐีชื่อดังได้อย่างชัดเจน ซึ่งโรเบิร์ต คิโยซากิมักยกเป็นตัวอย่างเสมอว่า ในบางปี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เสียภาษีในอัตราที่แท้จริง ต่ำกว่าเลขานุการของเขาเสียอีก เนื่องจากความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของเขา งอกเงยมาจากมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เงินเดือนที่ต้องนำมาคำนวณภาษีในอัตราปกติ

ทั้งนี้ รายงานวิจัยจาก ProPublica ที่อ้างอิงข้อมูลของ IRS ระบุว่า “อัตราภาษีที่แท้จริง” ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ในระหว่างปี 2014–2018 อยู่ที่เพียงประมาณ 0.1% เมื่อเทียบมูลค่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด กับภาษีที่จ่ายจริง เนื่องจากกำไรจากการลงทุนที่ยังไม่ถูกขาย ไม่ถือเป็นรายได้ประเมินภาษีตามกฎหมาย

ลดการพึ่งพาเงินสด แล้วหันมาครอบครองสินทรัพย์

จุดยืนสำคัญที่ Kiyosaki ผลักดันมาตลอดหลายสิบปี คือ การลดการพึ่งพาเงินสด แล้วหันมาถือครองสินทรัพย์ที่แท้จริง โดยเขาเปิดเผยว่า ได้เริ่มถือครองทองคำ มาตั้งแต่ปี 1971, ถือครองแร่เงิน (Silver) มาตั้งแต่ปี 1965, ถือครอง Bitcoin ตั้งแต่ปี 2012 และตามด้วย Ethereum ในเวลาต่อมา 

แม้ว่าเป้าหมายราคาในอนาคตที่เขาเคยประเมินไว้จะยังคงอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงในปัจจุบัน แต่นัยสำคัญที่เขาต้องการสื่อสารนั้นง่ายและชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือ “คำพูดและภาษาที่คุณใช้กับเรื่องเงิน จะเป็นตัวกำหนดว่า คุณยอมให้เงินทำงานหนักเพื่อคุณ หรือคุณจะต้องเป็นฝ่ายทำงานหนักเพื่อเงินไปตลอดชีวิต”

ที่มา : yahoo.finance


มุมมองผู้เขียน : แนวคิดเรื่องทัศนคติทางการเงินของโรเบิร์ต คิโยซากิ นั้นน่าสนใจ เพราะความคิดจะเป็นตัวกำหนดการใช้เงิน และการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนมาปรับใช้ ควรประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ มากกว่าการปักใจเชื่อตามคำแนะนำของใครทั้งหมด เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง จนอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน จึงควรศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้